ใช้กระบวนการวิจัยหยุดโรงไฟฟ้า


12 Sep
12Sep

 

ใช้กระบวนการวิจัยหยุดโรงไฟฟ้า

บทเรียนจากหัวไทร

------------

 


 “ความรู้คืออำนาจ”  ประโยคนี้คงเป็นเรื่องจริง และชาวบ้านที่หัวไทรก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว  เพราะพลันที่กระแสสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินจะเกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลเกาะเพชร และตำบลหน้าสตน อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช แม้ว่าในเบื้องต้นชาวบ้านจะอยู่ในอาการตื่นตระหนก กังวล อันเกิดจากสารพันข้อมูลที่เคยรับรู้มาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน  พร้อมกับคิดต่อว่า หากลุกขึ้นมาคัดค้านอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าและความรุนแรง ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หากจะลุกขึ้นมาคัดค้าน ชาวบ้านเองก็ไม่มีข้อมูลที่รอบด้านและรัดกุมเพียงพอที่จะสร้างการมีส่วนร่วม นั่นหมายความว่า  การดำเนินงานแบบไร้แบบแผนและข้อมูลความรู้ ก็จะนำไปสู่วังวนของการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรมและความขัดแย้งที่ไม่มีสิ้นสุด

กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงใช้แนวทางของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นเครื่องมือในการคลี่คลายปัญหาภายใต้ โครงการ  กระบวนการสร้างและใช้ความรู้ รณรงค์เพื่อก่อให้เกิดการตัดสินใจที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช นายดำรง โยธารักษ์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย         

 กระบวนการวิจัยเริ่มต้นด้วยการศึกษาข้อมูลในมิติต่าง ๆ ของชุมชน ทั้งในแง่มุมสภาพแวดล้อม สุขภาพอนามัย สังคมวัฒนธรรม  รวมทั้งรวบความคิดเห็นในเชิงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็น “มุมมองของประชาชน” ผ่านกระบวนการ การจัดสนทนากลุ่ม และ การจัดเวทีผู้เฒ่าเล่าเรื่อง

จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษา ทั้งที่เป็นความรู้เกี่ยวกับฐานทรัพยากรของชุมชน และวิถีการดำรงชีวิตของชุมชนก่อนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน แบ่งหมวดหมู่ จัดรูปสัมพันธ์ได้สามยุคคือ ยุคเกษตรเชิงซ้อน ยุคเกษตรเชิงเดี่ยว และยุคเกษตรผสมผสาน

นอกจากการศึกษาข้อมูลของฐานทรัพยากรแล้ว ทีมวิจัยยังศึกษาข้อมูลการเข้ามาของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินด้วย ด้วยการเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มคนต่างๆ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ทำงานให้ กฟผ. ผู้ที่ทำงานสนับสนุนตามหน้าที่หรือตามความคิดของตนเอง และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ กฟผ.และพยายามติดตามดูการเข้ามาดำเนินงานในชุมชนของ กฟผ.

พร้อมกันนี้ให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมศึกษาแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจะเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูลด้วย

ท้ายสุดเมื่อข้อมูลมีความสมบูรณ์มากพอแล้วก็จะนำข้อมูลดังกล่าวออกสู่สาธารณะเพื่อให้สาธารณะได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งกลุ่มชุมชน กลุ่มผู้เกี่ยวข้องเชิงนโยบายทั้งระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น รวมทั้งนำมาจัดทำเป็นสื่อรูปแบบต่างๆ ทั้งสิ่งพิมพ์ เสียงตามสาย ปากต่อปาก ทีวี หนังสือพิมพ์   เพื่อสร้างการรับรู้ต่อคนในชุมชนและสาธารณะ อย่างไรก็ตามระหว่างทางของการดำเนินงานวิจัย ชาวบ้านได้ประสาน กลุ่มภายนอก เชื่อมกันเป็นเครือข่ายกับภายนอก จนมีเครือข่ายร่วมกันมากมายหลายกลุ่ม เปิดเวทีกับนักวิชาการ หน่วยงาน แปลงผลการดำเนินงานออกมาเป็น  มาตรการทางกฎหมาย มีการจัดทำผังชุมชน ด้วยการแบ่งเขต (Zoning) พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ เขตอนุรักษ์กันเป็นพื้นที่สีฟ้าไม่สามารถสร้างโรงงานอุตสาหกรรมได้ นำเสนอเป็นเทศบัญญัติ ประกาศใช้ปี 2557  หากจะมีการเปลี่ยนแปลงต้องผ่านการประชาคมในพื้นที่ก่อน ซึ่งเครื่องมือนี้ถูกหยิบขึ้นมาใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์รวมทั้งมีการศึกษาศักยภาพ EIA และ EHIA  ด้วย

ข้อมูลจากงานวิจัย ทั้งที่ได้จากการศึกษา การเปิดเวทีประชาคม ถูกนำมาวิเคราะห์เรียบเรียงจัดทำจดหมายเปิดผนึกส่งต่อถึงผู้เกี่ยวข้องเชิงนโนบายของรัฐ เช่น ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายอำเภอหัวไทร หน่วยราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรง  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายกองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตลุ่มน้ำปากพนังทุกตำบล กำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขตลุ่มน้ำปากพนังทุกคน โดยข้อเสนอในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวออกมาในรูปของการปฏิเสธรูปแบบการพัฒนาพื้นที่โดยการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน แต่มีข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ในลักษณะของการใช้พลังงานทางเลือกและไม่ต้องการให้อุตสาหกรรมหนักเข้ามาในพื้นที่

ซึ่งการนำข้อมูลที่ได้จากการทำวิจัยมาสรุปประเด็นและทำเป็นข้อเสนอแนะเพื่อนำไปยื่นให้กับหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  ส่งผลให้ปัจจุบันโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านในพื้นที่เทศบาลตำบลเกาะเพชรและเทศบาลตำบลหน้าสตนระงับไป

ทั้งนี้ทีมวิจัยและชาวบ้าน ยังคงมีการดำเนินงานสร้างความเข้าใจกันอย่างต่อเนื่องแม้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถิ่นหินในพื้นที่ทั้ง 2 ตำบลจะระงับไปแล้ว จึงมีการดำเนินการจัดเวทีชุมชนเล็กๆ เพื่อให้นักวิชาการหรือผู้มีประสบการณ์และทีมวิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไปเผยแพร่สู่ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ทั้งในพื้นที่อำเภอหัวไทร และอำเภอใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นการให้ความรู้แก่ชาวบ้านเพื่อชาวบ้านเหล่านั้นจะสามารถนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบสู่ความรุนแรงต่อไป

            คุณค่าการวิจัชิ้ยนี้จึงอยู่ที่การศึกษาความรู้เพื่อนำความรู้นั้นไปเป็นกระบวนการเคลื่อนไหว ต่อรอง นำไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม และทำให้ชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น

------------------------------------------------------

Comments
* The email will not be published on the website.