แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิต (ผู้พิการ) ก็เปลี่ยน


16 Jul
16Jul

ADMIN


เคยสงสัยบ้างหรือไม่่ว่า แวบแรกที่เรามองเห็นคนพิการตามถนน บนฟุตบาท เดินร้องเพลงตามตลาด เราก็จะเกิดความสงสาร และส่วนใหญ่ก็ล้วงเงินออกจากกระเป๋าหยิบยื่นให้กับผู้พิการเหล่านั้น

ประเด็นนีี้สะท้อนให้เห็นความเชื่อที่ว่าความพิการเป็นเร่ืองของ “บาปกรรม” ดังนั้นการช่วยเหลือจึงออกมาในรูปของการให้มากกว่าการพัฒนาศักยภาพ

ดังข้อค้นพบภายใต้ชุดโครงการ “การแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนพิการ ครอบครัว สังคมอย่างยั่งยืน” ของพัชราภรณ์ ชนภัณฑารักษ์ และคณะ ที่ดำเนินโครงการวิจัยเกี่ยวกับคนพิการในพื้นจังหวัดนครราชสีมา และได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้พิการ ครอบครัว และผู้ดูแลผู้พิการ รวมทั้งหน่วยงานและองค์กรที่จัดทำนโยบายและแผนงานระดับจังหวัด พบว่า ปัญหาที่กลุ่มผู้พิการต้องประสบ ไม่ใช่แค่ความยากลำบากจากความพิการทางร่างกายเท่านั้น แต่สิ่งที่ผลักให้ผู้พิการต้องออกมาทำมาหากินตามถนน หรือ รอการสงเคราะห์จากหน่วยงานคือการ “ขาดความเข้าใจ” หน่วยงานที่รับผิดชอบและสังคมมีความเข้าใจความพิการเกิดจากบาปกรรม แม้จะมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ และผู้พิการหลายรายก็ได้รับผลกระทบการอุบัติเหตุ

ขณะที่ผู้พิการ ก็เข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับ ขาดการับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และเมื่อบวกกับความเชื่อว่าความพิการเป็นเรื่องของบาปกรรม นั่นจึงทำให้การแก้ไขปัญหาคนพิการจึงทำแบบไม่ถูกจุด

อีกทั้ง กติกาทางสังคมเองก็ไม่ได้เอื้อให้ผู้พิการใช้ชีวิตได้เฉกเช่นคนปกติครบ 32 รวมไปถึงแผนงานการสนับสนุนส่งเสริมคนพิการที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงและเข้าสู่วงจรเดิม คือ การขาดการยอมรับจากสังคม ตอกย้ำกลายเป็นกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์อะไรได้มากนัก ผลตามมา คือ การเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นในสังคมไทย

 

กำหนดเป้าหมายแล้วเดินไปด้วยกัน

ทีมวิจัยจึงตั้งเป้าหมายไว้ที่ คนพิการต้องสามารถเข้าถึงสิทธิตามกฏหมาย ทั้งด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ เข้าถึงระบบสวัสดิการ รวมถึงรายได้ ขณะเดียวกันการพัฒนาและส่งเสริมองค์กรคนพิการให้มีความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร เพื่อที่จะไปดูแลคนพิการได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายก็เป็นประเด็นที่สำคัญ

และแม้จะมีโจทย์อยู่ที่การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาของคนพิการได้จริงเป็นหลัก แต่เป้าหมายสูงสุด คือ การทำให้เกิด วิธีคิดใหม่ (mind set) ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการทำงานแบบใหม่ส่วนของตัวผู้พิการเอง และผู้เกี่ยวข้องในการทำงานกับผู้พิการครอบครัว หน่วยงาน องค์กรของผู้พิการ

ซึ่งนิยามของ “วิธีคิดใหม่” คือการอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันทั้งคนปกติและคนพิการ การเข้าใจกันมองเห็นปัญหาอย่างแท้จริงที่เกิดขึ้นร่วมกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน มองเห็นในสิ่งเดียวกันคือมีมนุษย์เหมือนกัน

กระบวนการเปลี่ยน mind set ใช้การ “สร้างความเข้าใจ” ด้วยการจััดกระบวนให้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาทำงานร่วมกัน ภายใต้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ซึ่งองค์ประกอบของทีมวิจัย ประกอบด้วย 1) คนพิการ 2) ผู้ปกครอง หรือ ครอบครัว 3) องค์กรคนพิการ 4) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อแต่ละส่วนได้ลงมือทำงานร่วมกัน เก็บข้อมูลร่วมกัน เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นนั้นได้มากว่ากว่าเปลี่ยนวิธีคิด หรือ mind set คือ เกิดองค์ความรู้ ที่คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านการประกอบอาชีพ เกิดรูปธรรมของระบบการจัดสวัสดิการและการดูแลคนพิการในรูปแบบต่างๆ อาทิ การสร้างงานสร้างรายได้ให้ผู้พิการ การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และเครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายผู้ปกครอง และเครือข่ายจิตอาสาผู้ดูแลคนพิการ เป็นต้น นำไปสู่รูปธรรมของการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านแผนงานและงบประมาณ สำคัญสุด คนพิการ เปลี่ยนแปลงยกระดับศักยภาพตัวเอง ประกอบอาชีพมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้เกิดขึ้นจริง ทั้งในรูปของการประกอบอาชีพอิสระจำนวน 40 คนเข้าทำงานโรงงานและหน่วยงานของรัฐในพื้นที จ.นครราชสีมา ถึงจำนวน 80 คน นั้นหมายความว่า ครอบครัวและคนในชุมชนมีความเข้าใจมากขึ้นมองเห็นศักยภาพในตัวคนพิการจากความสามารถที่เกิดขึ้


 

เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน

เมื่อหลายฝายได้มาทำงานร่วมกัน จึงเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโดยเฉพาะกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อบต.ห้วยยาง อ.บัวใหญ่เข้ามาสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กพิการด้วยการสนับสนุบงบประมาณสำหรับการฝึกอบรมปีละ 30,000 บาท องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สนับสนุนงบประมาณสำหรับเปิดศูนย์ซ่อมกายอุปกรณ์ระดับจังหวัดปีละ 1,000,000 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2560เป็นต้นมา

นี่ยังไม่รวมถึงหน่วยงานอย่าง พม.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์จัดทำโครงการนำร่องสร้าง Personal Assistant หรือ PA หรือ ผู้ช่วยคนพิการทั่วประเทศซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงานอาสาสมัครผู้ดูแลผู้พิการทั่วประเทศตำบลละ 1-2 คน

และไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่ของงานวิจัย (จังหวัดนครราชสีมา) ยังกลายเป็น พื้นที่ต้นแบบการศึกษาดูงานของจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศอีกเช่นกัน

ทั้งหมด เกิดจากกระบวนการทำงานร่วมกันของทุก ๆ ฝ่ายที่เข้ามารับรู้ รับฟัง ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน จนเกิดผลสำเร็จขึ้นกับทุก ๆ ฝ่าย 

++++++++++++

Comments
* The email will not be published on the website.