เปิดโลกลี้ลับของหนอนไม้ไผ่


30 May
30May


“บ้านแม่ยางส้าน” หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาแม่แจ่มอันเป็นสถานที่พำนักของ “ปกาเกอะญอ” กำลังมีบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่น สิ่งที่ชาวบ้านกังวลคือ “คีเบาะ” และ “เดบือ” ตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าในมุมมองของพวกเขากำลังถูกรุกราน….

“แม้ป่าไม้ และน้ำจะเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่เดบือ และคิเบาะ กลับหายากขึ้น ”ชาวบ้านแม่ยางส้านหลายคนสรุป

————-

ทองคำ โพแก้ว และ ไกรศรี กล้าณรงค์ขวัญ ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหมือน ๆ กับชาวบ้านคนอื่น ๆ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ 2 ปกาเกอะญอหนุ่ม กลับมีคำถาม…

“ป่าเยอะขึ้น น้ำก็เยอะขึ้น แต่ทำไมผีน้ำกลับลดน้อยลง”

ซึ่งแต่เดิมนั้นพื้นที่โดยรอบ บ้านแม่ยางส้าน หมู่ 8 ต.ท่าผา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าไผ่ขึ้นแซมแทรกอยู่ท่ามกลางความเขียวครึ้มของพันธุ์ไม้ชนิดอื่น เป็นป่าต้นน้ำที่ให้กำเนิด “ห้วยแม่ยางส้าน” และ “ห้วยต้อแต้” ซึ่งคนในชุมชนต้นน้ำและปลายน้ำได้อาศัยน้ำจากห้วยทั้งสองเพื่อการบริโภคและใช้สำหรับการเกษตรกรรม

แต่ความปลี่ยนแปลงภายในหมู่บ้านเริ่มเกิดขึ้นเมื่อปริมาณป่าลดลง มีเหตุผลอยู่สองสามประการที่ พ่อหลวงพิพัฒน์ ธนุรวิทยา ผู้นำหมู่บ้านสะท้อนออกมาคือ ชุมชนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมต้องการพื้นที่สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือนและใช้เป็นที่ทำกิน นอกจากนั้นยังมีการติดต่อกับคนนอกชุมชน มีการนำเอาเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านต้องเปิดพื้นที่สำหรับการเกษตรมากขึ้นเพื่อหารายได้ให้เพียงต่อความต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านั้น

“เมื่อป่าถูกตัดเพื่อเอาพื้นที่ไปใช้ทำการเกษตร น้ำที่เคยมีอยู่อย่างมากมายก็ต้องลดน้อยลง บางปีชาวบ้านไม่มีน้ำกินน้ำใช้ และมีหลายครั้งที่ต้องออกไปรับจ้างนอกหมู่บ้านเนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ”

พ่อหลวงยังเชื่อว่า การทำลายป่าทำให้ แมลง และหนอนไม่ไผ่ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญก็ถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

“อีกอย่าง….ผมคิดว่า ชุมชนของเราละเลยความเชื่อเรื่องผีน้ำ และผีป่า จึงทำให้ไปทำลาย แหล่งที่อยู่อาศัยของเดบือ มันเป็นลางบอกเหตุทางธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตหากขาดการจัดการ และการวางแผนที่ชัดเจนและไม่เหมาะสม อาจไม่มีทั้งหนอนไม่ไผ่และกบ อาจไม่มีน้ำ ไม่มีต้นไม้…ไม่มีชุมชน” พ่อหลวงพิพัฒน์กล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่วิตกกังวล

ทางออกของพ่อหลวงบ้าน คือการหยิบเอาปัญหาเหล่านี้ไปปรึกษาคนในชุมชน หลายคนแสดงความคิดเห็นว่า เมื่อป่าถูกทำลาย ต้องเริ่มจากการปกป้องรักษาป่า จึงนำไปสู่การแบ่งสัดส่วนการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ป่ารอบหมู่บ้าน และตามมติของหมู่บ้านให้แบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น 3 ส่วน…ซึ่งพ่อหลวงได้แจกแจงการแบ่งสัดส่วนพื้นที่เหล่านั้นว่า

“ส่วนแรกจัดให้เป็นป่าต้นน้ำ และใช้เป็นป่าอนุรักษ์…ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนอนไม้ไผ่และกบเดบือ มีพื้นที่ทั้งหมด 3,000 ไร่ …ส่วนที่สองเป็นป่าใช้สอย เนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ และส่วนที่สามใช้เป็นพื้นที่ทำกิน คือที่สำหรับใช้ปลูกบ้าน ทำไร่ ทำนา ทำสวน ประมาณ 800 ไร่”

โดยแต่ละพื้นที่จะมีคณะกรรมการรับผิดชอบอยู่ 7 คน และคณะกรรมการเหล่านั้นมาจาก

หลาย ๆ กลุ่มคนในหมู่บ้าน ทั้งพ่อบ้าน แม่บ้าน กลุ่มเยาวชน โดยมีผู้สูงอายุในหมู่บ้านรับเป็นที่ปรึกษาทางด้านปรัชญากวี และพิธีกรรม เพื่อง่ายแก่การดูแลรักษา

“แต่ผลอันเกิดจากการดูแลรักษาป่า แม้ว่าป่าจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้กบเดบือ และหนอนไม้ไผ่เพิ่มขึ้น…” คำถามหรือข้อสังเกตของ ทองคำ และ ไกรศรี นอกจากจะตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกันของธรรมชาติที่พวกเขาใช้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ก็ยังเป็นการตั้งคำถามที่ท้าทาย “ความเชื่อ” ของปกาเกอะญอที่เชื่อว่า “มีป่าย่อมมีหนอนไม้ไผ่….มีน้ำย่อมมีผีน้ำ”

เขาวิเคราะห์ว่า…

“ชุมชนขาดความรู้ความเข้าใจในภูมปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีป่า ผีน้ำ และการอยู่ร่วมกันของหนอนไม้ไผ่กับป่าไผ่…การอยู่ร่วมกันของเกบเดบือและแหล่งน้ำ”

เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีระบบ โครงการวิจัย การใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านให้ป่ามีหนอนไม้ไผ่ (คีเบาะ) และในน้ำมีกบ (เดบือ) จึงเกิดขึ้น โดยมี ทองคำ โพแก้ว ดูแลรับผิดชอบเรื่องหนอนไม้ไผ่ และ ไกรศรี กล้าณรงค์ขวัญ รับผิดชอบเรื่องกบ (เดบือ)

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือการกระตุ้นให้ชุมชนมีส่วนร่วม และหาวิธีการจัดการป่าไผ่ และหนอนไม้ไผ่ รวมถึงการจัดการแหล่งน้ำซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกบเดบือ วิธีการขยายพันธุ์ ตลอดจนแนวทางการสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธุ์ของหนอนไม้ไผ่ กบ และแหล่งน้ำ

ทองคำ…..ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการจัดการ “หนอนไม่ไผ่” อธิบายว่า กระบวนการทำงานของเขาคือการสังเกตจรชีวิตของหนอนไม้ไผ่ตลอดจนพัฒนาการของ มันโดยเริ่มต้นตั้งแต่การวางไข่ของผีเสื้อ โดยมีก่อไผ่หน้าบ้านเป็นสถานที่ทดลอง

“ผีเสื้อจะว่างไข่ช่วงเริ่มต้นฤดูฝน พอไผ่แตกหน่อก็จะเห็นการวางไข่….แต่ในระหว่างที่รอ ก็ไปสำรวจข้อมูลด้านอื่น ๆโดยเฉพาะสาเหตุของการที่ทำให้หนอนไม้ไผ่ลดจำนวนลง” ทองคำอธิบาย

เขายังเล่าต่อว่าสำหรับหนอนไม้ไผ่นั้น ลำพังแค่จับกินกันในหมู่บ้านซึ่งมีวิธีการจับที่ถูกต้อง ไม่น่าจะส่งผลให้หนอนลดจำนวนลง   แต่ปัญหาใหญ่คือมีคนจากข้างนอกมาลักลอบเก็บและการเก็บหนอน ก็จะเก็บโดยตัดไผ่ลงมาทั้งกอโดยไม่ได้สนใจว่าจะเป็นตัวอ่อน หรือตัวแก่ และก็ไม่เหลือให้ตัวหนอนได้แพร่พันธุ์ แต่ชาวบ้านเขาจะเลือกเก็บ ไม่เก็บออกมาทั้งหมด…

ทองคำนั่งเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของผีเสื้อตั้งแต่ตอนวางไข่ กระทั่งมันเจาะเข้าไปในหน่อไม้ เติบโตเป็นหนอน กินเยื่อไม้ไผ่ และกลายเป็นดั๊กแด้ก่อนกลายเป็นผีเสื่อโบยบินไปขยายเผ่าพันธุ์ผีเสื่อกลางคืนนั้น กินระยะเวลานานกว่า 6 เดือน และนักชีวะวิทยาชาวบ้านซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงคนนี้แม้จะไม่มีความรู้ด้านการบันทึกแบบนักชีวะมืออาชีพ แต่เขาก็สามารถบันทึกการเปลี่ยนแปลงของหนอนผีเสื้อ ไขความลี้ลับภายในกระบอกไม้ไผ่ออกมาให้ผู้คนรับรู้

และความรู้ที่ว่านี้ นอกจากจะสร้างความตื่นเต้นให้แก่คนทั่วไป…ยังใช้เป็นข้อมูลในการกระตุ้นความรัก และความหวงแหนต่อป่าไผ่ โดยเฉพาะช่วงเวลาในการเก็บหนอนไปกิน หรือขาย รวมทั้งการเก็บหนอนอย่างถูกวิธี และยังรวมไปถึงการออกกฎระเบียบ เพื่อควบคุมคนนอกเข้ามากอบโดยทรัพยากรของคนบ้านแม่ยางส้าน

และสำหรับกบ – เดบือ …ผูกสัมพันธุ์กับวิถีชีวิตปกาเกอะญออย่างไร...ไกรศรี ซึ่งเขารับหน้าเสื่อรับผิดชอบเรื่องนี้แทนคนทั้งหมู่บ้านอธิบายว่า….ตามความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่ที่พูด และสั่งสอนไว้ในธา (คำสอนของปกาเกอะญอ) นั้นระบุไว้ชัดก็คือ เมื่อไม่มีกบก็ย่อมไม่มีน้ำ และเมื่อไม่มีน้ำ ก็ย่อมไม่มีกบ

“แต่ที่สงสัยคือ เมื่อป่าเริ่มฟื้นตัว น้ำในลำห้วยด้านล้างก็เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี แต่กบหายไปไหน เพราะข้างบนก็มีแอ่งน้ำแต่ทุกวันนี้น้ำแห้งแม้ว่าฝนจะตกหนักก็ตาม…เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะมันไม่มีกบเดบือ…จึงทำให้น้ำแห้ง”

ไกรศรี นำข้อสงสัยไปปรึกษาและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ คำตอบที่เขาได้รับก็คือ เพราะป่ากำลังฟื้นตัว ไม้ใหญ่หลายต้นอาจต้องการน้ำในปริมาณมาก จึงดูดซับน้ำใต้ดินไปหมด แต่คำตอบที่ได้จากป่าไม้ไม่ได้คลายข้อสงสัยมากนัก เนื่องจากเป็นคนละด้านกับความเชื่อของปกาเกอะญอคือ…กบในแอ่งน้ำจะเจาะรูไปถึงต้นไม้ใหญ่ ทำให้น้ำจากต้นไม้ไหลมาที่แอ่งน้ำได้ง่ายขึ้น….ตรรกะง่าย ๆ ต่อมาคือเมื่อมีกบจำนวนมาก ปริมาณของรูที่ถูกเจาะก็จะมีจำนวนมากขึ้น ย่อมทำให้ทำให้น้ำในแอ่งเหนือหมู่มีปริมาณมาก….เป็นไปได้หรือไม่ เพราะกบมีน้อย จึงไม่มีนำในแอ่ง…

เพื่อไขข้อสงสัย ไกรศรีทำบ่อจำลอง ขึ้นมา 3 บ่อ โดยบ่อแรก มีแต่กบไม่มีน้ำ บ่อที่สองมีน้ำแต่ไม่มีกบ และบ่อสุดท้ายไม่มีทั้งกบและน้ำ…ซึ่งการทดลองแบบนี้เขาบอกว่า...ท้าทายความเชื่อเดิมพอสมควร

“เพราะถ้าลองแล้วมันไม่มีกบเข้ามาอาศัยในบ่อน้ำมันอาจทำลายความเชื่อเดิมของชาวบ้านที่บอกว่า…มีน้ำต้องมีกบ มีกบ ต้องมีน้ำ…”

แต่ผลการทดลองของเขา โดยเฉพาะบ่อแรกที่ขังกบไว้ในแอ่งน้ำธรรมชาติ ปรากฏว่ามีปริมาณกบเยอะขึ้น ส่วนบ่อที่สอง น้ำแห้งลงและไม่มีกบมาอาศัยอยู่ และบ่อสุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง..

แต่การทดลองของไกรศรี มิได้หักล้างความเชื่อเดิมอย่างสิ้นเชิง หากยังทำให้เกิดแต่ข้อค้นพบใหม่ นั่นคือพบว่า สาเหตุที่ทำให้กบเดบือ หรือ “ผีน้ำ” ลดลงคือ สารเคมีจากการเกษตรที่ไหลลงน้ำ…และข้อค้นพบของเขาก็นำไปสู่การหารือของคนในชุมชนถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด…เพื่อให้ผีน้ำกลับมา

————————–

เรื่องราวข้างต้น…เป็นความพยายามของ “คนต้นน้ำ”ซึ่งมักต้องตกเป็นจำเลยอยู่อย่างเสมอมาในกรณีที่เกิดน้ำท่วม หรือฝนแล้ง

หากดูจากงานวิจัยของทองคำและไกรศรี…เอาเข้าจริงแล้วพวกเขาไม่ได้ปล่อยปละละเลยต่อสิ่งที่มีคุณต่อวิถีชีวิต..พวกเขาใส่ใจ.ต้นไม้ สายน้ำ อากาศ นก หนู และกบ หรือแม้กระทั่งหนอนไม่ไผ่ตัวเล็ก ๆ ที่เดินยั้วเยี้ยในปล้องไม้ไผ่ กระทั่งกลายเป็นอาหารขึ้นเหลา และในระหว่างที่ใครบางคนกำลังหยิบ “รถด่วน” จิ้มซอสมะเขือเทศใส่ปาก ใครคนนั้นไม่มีทางรู้หรอกว่า ทองคำแห่งบ้านแม่ยางส้าน กำลังประคบประหงมหนอนอีกตัวเพื่อให้มีชีวิตรอด และเติบโตขึ้นไปเป็นผีเสื้อ เพื่อที่จะกลับมาวางไข่ในไผ่ก่อเดิมอีกครั้ง

เป็นวงเวียนชีวิตย่อย ๆ ที่คนใหญ่ ๆ ในเมืองมักมองข้ามและไม่ให้ความสำคัญ

Comments
* The email will not be published on the website.