อาชีพที่สอง ในวิกฤติราคายางพารา


01 Mar
01Mar

อาชีพที่สอง ในวิกฤติราคายางพารา

CBR-TEAM


            เมื่อยางพาราราคาลดลงเหลื่อ “4 โล 100”   ชาวบ้านชีล้อม อำเภอกันตัง  จังหวัดตรังจึงตั้งวงคุย เพื่อหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤติในครั้งนี้ 

              โครงการ “แนวทางการสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติ ราคายางพารา ต.คลองชีล้อม อ.กันตัง จ.ตรัง” เกิดขึ้นในท่ามกลางสภาวะทางเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง และวิกฤติที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสให้หลายคนได้คิดทบทวนตัวเอง พร้อมกับหาแนวทางอยู่รอดและอยู่ได้อย่างมีความสุข

           “เมื่อก่อนเราเคยพึ่งพาตัวเองได้ แต่เดี๋ยวนี้เรากลับไปพึ่งพาปัจจัยภายนอก”

           “น่าแปลกที่เราอยู่ในชนบท แต่ต้องไปซื้อผักกิน เราปลูกยางได้เงินมาซื้อหมู ซื้อไก่ ซื้อผัก ซื้อปลา ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเราเคยปลูกผักกิน”  ศรี แก้วลาย เกษตรกรแกนนำชุมชนคลองชีล้อม หัวหน้าโครงการวิจัย “แนวทางการสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพเพื่อรองรับ สถานการณ์วิกฤติราคายางพารา ตำบลคลองชลีล้อม อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ย้ำปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชน     

            และนี่จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัย  “แนวทางการสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพเพื่อรองรับ สถานการณ์วิกฤติราคายางพารา ตำบลคลองชลีล้อม อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง” โดย นายศรี แก้วลาย และคณะ


ไปดูว่าใครทำอะไรตรงไหน

            งานวิจัยลงไปศึกษา “อาชีพอื่นๆ” ของคนในชุมชน ว่ามีอาชีพอะไรบ้างนอกเหนือจากการปลูกยาง และพบว่า มีบ้านหลายหลังที่ยังปลูกผักกินเอง บางบ้านเลิกกรีดยางและปล่อยให้ป่ายางกลายเป็นป่า ปล่อยให้ไม้ชนิดอื่นที่มีทั้งพืชอาหาร และพืชสมุนไพรขึ้นบ้าง และก็พบว่าหลายครัวเรือนอยู่ได้ โดยไม่ต้องกรีดยางขาย

            และนอกจากจะหลายอาชีพจากหลายครัวเรือน กระบวนการศึกษาทุนของชุมชนยังทำให้พบ กลุ่มอาชีพอีกมากมายหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มผลิตปุ๋ย ที่ผลิตปุ๋ยเพื่อแลกเปลี่ยนกันเองและขายให้กับคนนอกชุมชน  กลุ่มผลิตต้นพันธุ์/กิ่งพันธุ์  จำพวก พริก มะเขือ เหรียง โดยขายแก่บุคคลภายนอก กลุ่มผักปลอดสารพิษ ที่ผ่านมาเน้นขายปลีกภายในชุมชน เนื่องจากผลผลิตยังไม่เพียงพอที่จะส่งไปขายภายนอก กลุ่มสมุนไพรพื้นบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานของโรงพยาบาลกันตัง เพื่อผลักดันให้คลองชีล้อมเป็นตำบลที่ผลิตผักปลอดสารพิษ คนสุขภาพดี คนป่วยที่เข้าโรงพยาบาลลดน้อยลง นอกจากนี้ยังเป็นตำบลที่ผลิตสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อส่งต่อโรงพยาบาลนำไปแปรรูป กลุ่มเลี้ยงเป็ด ไก่พันธุ์พื้นเมือง นอกจากเพาะปลูกแล้ว คนคลองชีล้อมยังนิยมเลี้ยงสัตว์จำพวกเป็ด ไก่ แพะ ควบคู่ด้วย ที่น่าสนใจ คือ มีการคัดเลือก ผสม พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ต้านทานโรค และเจริญเติบโตเร็ว

           ประเด็นนี้ทำให้ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า ที่ผ่านมาชุมชนมีรายได้ทางเดียว ไม่มีภูมิคุ้มกันเรื่องรายได้ เพราะฉะนั้น ทางออกคือการลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ทางอื่น นี่จึงเป็นทั้งโจทย์และเป้าหมายของชาวบ้านคลองชีล้อมที่ได้จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกให้แก่ชุมชน 


กลับมาลองทำ

           “เราต้องผลิตพืชอาหารของตัวเอง  เพราะอย่างน้อยการทำเกษตรก็ยังทำให้เรามีอาหารกิน”  ศรี แก้วลาย เสนอแนวคิดต่อที่ประชุม จนนำไปสู่การสร้าง “เครือข่ายเกษตรพึ่งตนตำบลคลองชีล้อม” ที่ประกอบด้วยคนหลากหลายวัยที่สนใจ มีความตั้งใจ มีเวลา อยากเรียนรู้ และมีใจอยากทำงานเพื่อส่วนรวม จาก 5 หมู่บ้าน จำนวน 62 คน  ซึงส่วนใหญ่เป็นคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองและเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ

           โดยพื้นที่ศึกษาดูงานแห่งแรกเป็นสวนพริกไทย และการปลูกผักกางมุ้งแบบปลอดสารพิษของจรัส บวชชุม เกษตรกรต้นแบบ หมู่ 8 ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง และอีกพื้นที่หนึ่งอยู่ในตำบลกำพวนและตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง และหลังกลับจากดูงานของเกษตรกรต่างพื้นที่ ชาวบ้านคลองชีล้อมต่างแยกย้ายไปดำเนินงาน “เกษตรพึ่งตน” ของตัวเอง


เยี่ยมเพื่อน...เพื่อให้เพื่อนไม่โดดเดียว    

            ข้อค้นพบอย่างหนึ่งของการทำเกษตรผสมผสาน หรือเกษตรปลอดภัยที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ การปล่อยให้เกษตรกรบางรายโดยเฉพาะมือใหม่ หรือคนที่ขาดประสบการณ์ และต้องการกำลังใจ ทำงานเพียงลำพัง ดังนั้นกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นมาในลักษณะของการเยี่ยมเพื่อนเพื่อให้กำลังใจ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

            ผู้ใหญ่สมจิต บอกว่า คนคลองชีล้อมอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย จึงไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกัน หลายคนไม่รู้จักกัน การไปเยี่ยมบ้านนอกจากจะทำให้ทั้งแกนนำและแนวร่วมเห็นงานของคนอื่นแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำเกษตรพึ่งตน และช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

พึงตนเองทั้งในวันนี้...และวันหน้า 

             แต่กว่าที่คนคลองชีล้อมจะยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้เช่นนี้ต้องใช้ระยะเวลาหลายปี โดยเฉพาะการสะสม “ต้นทุน” การทำงาน ซึ่งก็คือ “ประสบการณ์”  ของกลุ่มคนระดับแกนนำ ที่ส่วนหนึ่งเคยผ่านการงานวิจัยภายใต้ชุดโครงการเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ศักยภาพดังกล่าวโดยเฉพาะเรื่องการวางแผนงาน การประสานงาน และการ ใช้ข้อมูลเป็นจุดตั้งต้นในการดำเนินงาน  รวมทั้ง “กลไก” การทำงานในรูป “คณะกรรมการศูนย์ยุติธรรมชุมชน”  และ “สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองชีล้อม”

             ผลสำเร็จดังกล่าว ไม่ได้สำเร็จเฉพาะการที่ชาวบ้านลุกขึ้นมา “พึ่งตน” ด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังทำให้แกนนำและแนวร่วมของสมาชิกเครือข่ายเกษตรพึ่งตนมีการพัฒนาวิธีคิดและวิธีทำงาน ที่ให้ความสำคัญกับชุดข้อมูลความรู้ กลายเป็นฐานทุนสำคัญที่ทำให้พวกเขากล้าลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเองบนฐานทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน จนเกิดยุทธศาสตร์ตามมาอีกหลายเรื่อง อาทิ ยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งอาหารปลอดภัยที่มุ่งส่งเสริมการเกษตรปลอดสารพิษ การบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดอย่างครบวงจร ยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสู่การท่องเที่ยว โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเชื่อมโยง เช่น วิถีชีวิต การเกษตร อาชีพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น  ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้เป็นปอดของคนตรัง ผ่านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและป่าชายเลน การจัดการขยะอย่างถูกวิธี ที่รณรงค์ให้มีการปลูกพืชผักสวนครัวและไม้ยืนต้น และยุทธศาสตร์การพัฒนาศูนย์พันธุกรรมและภูมิปัญญาพืชสมุนไพร โดยการรวบรวมข้อมูลพันธุ์พืชและสมุนไพร และจัดกระบวนถ่ายทอดสู่เด็กและเยาวชน


++++++++


Comments
* The email will not be published on the website.