สงบศึกแย่งน้ำ...ด้วยงานวิจัย


26 Nov
26Nov


บ้านผาสุข ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร คือ ทำนา ปลูกข้าวโพด รองลงมาประกอบอาชีพ รับจ้างทั่วไปและหาของป่า มีลำห้วยน้อยใหญ่ประมาณ 20 ลำห้วยที่อยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้าน รวมถึงมีลำน้ำว้าและลำน้ำมางไหลผ่านหมู่บ้าน ซึ่งชุมชนถือว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและ แหล่งอาหารมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  โดยเฉพาะการใช้น้ำจากแหล่งน้ำในผืนป่าธรรมชาติ  ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมกันอนุรักษ์และรักษาไว้ประมาณ 2,500 ไร่ สำหรับใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน

แต่ในปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา สถานการณ์น้ำของชุมชนเริ่มประสบกับปัญหาการจัดการน้ำด้วยระบบประปาภูเขาที่เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน ด้วยสาเหตุสำคัญมาจาก  1) การลดลงของทรัพยากรป่าไม้ และ 2) การจัดการน้ำที่ยังไม่เป็นระบบและยังไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ


จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวทางผู้นำชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้านและ คณะกรรมการน้ำชุมชนบ้านผาสุขต้องหาวิธีการเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และยั่งยืน รวมทั้งต้องการลดความขัดแย้งของคนในชุมชน สร้างจิตสำนึก เปลี่ยนวิธีคิดไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนบ้านผาสุก ให้ฟื้นฟู รักษาป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน และไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ผลการดำเนินงาน โครงการ การพัฒนาระบบการจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของชุมชนบ้านผาสุข ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่ใช้เครื่องมือกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research  : CBR) มาสร้างและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของชาวบ้าน โดยให้ความสำคัญกับ "คนในชุมชน" เพื่อให้เห็นความสำคัญของปัญหาในเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำ ได้เห็นข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่จะนำไปสู่ความตระหนักและเห็นความสำคัญ มีจิตอาสา/จิตสาธารณะ และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำของคนในชุมชนอย่างเท่าเทียม และเห็นคุณค่าของน้ำทั้งในช่วงเวลาที่มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและในช่วงที่เกิดวิกฤติขาดแคลนในเรื่องน้ำ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง จนนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเป็นธรรมกับทุกคนในชุมชน

ซึ่งข้อค้นพบที่เกิดขึ้นจากงานวิจัย คือ การผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้ความรู้ทางวิชาการ (ด้านเทคนิค/เทคโนโลยี) และหลักธรรมาภิบาล (เน้นศีลธรรม) ในการบริหารจัดการน้ำของชุมชน ซึ่ง การบริหารจัดการน้ำแบบใหม่ คือ 1) ตั้งกฎ กติกาชุมชนด้วยหลักธรรมาภิบาล ในการจัดสรรน้ำให้กับคนในชุมชนอย่างเป็นธรรม ร่วมกับการบริหารจัดการตรวจสอบคุณภาพน้ำ (ทางด้านความปลอดภัยทางอนามัย) ระบบการติดตั้ง-บำรุงรักษา (ทางด้านเทคนิค) สัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยผ่านกลุ่มอาสาสมัครในชุมชนที่จะคอยผลัดเปลี่ยนตามวาระข้อตกในการเป็นอาสาสมัคร (ทุกครัวเรือนจะจัดส่งคนในครอบครัวมาเป็นอาสาสมัคร) 2) การฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ (ผืนป่า) โดยใช้ความรู้จากวิถีความเชื่อป่าศักดิ์สิทธิ์ จารีตประเพณี กฎ ข้อห้าม (การนับถือผีป่า / การบวชป่า) และการปลูกป่าเสริมตามความเชื่อและการใช้ประโยชน์จากป่า (พืชป่าที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ต้นต๋าว) และการแบ่งโซนพื้นที่ป่า ได้แก่ ป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย 3) การลดความขัดแย้งการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการบูรณาการกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วม ระหว่าง ชุมชนบ้านผาสุก/ โครงการพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า/ หน่วยจัดการต้นน้ำ (กรมป่าไม้) ด้วยการใช้ข้อมูลงานวิจัยที่เป็นข้อเท็จจริง มาเป็นเครื่องมือการสร้างความเข้าใจร่วมกันและนำไปสู่เวทีการพูดคุยและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติวิธี  


นอกจากนั้นชุมชนและทีมวิจัยได้ร่วมกัน ฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติที่ มีผลต่อปริมาณน้ำต้นทุน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ และมีการจัดการน้ำอย่างไรให้ดีขึ้น มีการจัดการโครงสร้างการจัดการน้ำในรูปแบบคณะกรรมการที่มีความเหมาะสม คล่องตัวและสามารถประสานงานกับคนในชุมชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และมีการจัดสรรน้ำให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ซึ่งประเด็นการขับเคลื่อนกระบวนการทำงานของทีมวิจัย ได้ช่วยให้คนในชุนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม  ในขณะเดียวกันยังถือเป็นการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ซึ่งจะมีผลกระทบต่อคนในชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งถือว่าทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เป็นเป็นสมบัติร่วมของคนในชุมชน และเป็นการสร้างเครือข่ายการจัดการน้ำร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน  เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ของชุมชนบ้านผาสุข ชุมชนใกล้เคียงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  จนเกิดเป็นคุณูปการ ดังนี้

1.  ด้านฐานทรัพยากรธรรมชาติ  เกิดการอนุรักษ์ฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ร่วมกันระหว่างคนในชุมชน ชุมชนรอบข้างและหน่วยงานด้านป่าไม้ในพื้นที่ โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำของหมู่บ้าน ที่คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากการใช้น้ำผ่านระบบประปาภูเขาของหมู่บ้าน นอกจากนั้นยังรวมถึงการแบ่งพื้นที่ป่า ออกเป็นป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย ป่าชุมชนและพื้นที่ทำกิน โดยผ่านการจัดทำโฉนดชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนได้รู้อาณาเขตพื้นที่ทำกินและพื้นที่ป่า และมีมาตรการในการดูแลรักษ

2.  การบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพดีขึ้น ทำให้เกิดปัญหาในหลาย ๆ ด้าน เช่น การเดินท่อส่งน้ำที่ยังไม่ทั่วถึงทุกครัวเรือน เกิดการแย่งชิงน้ำ การทะเลาะวิวาท ลดลง และยังรวมถึงการบริหารจัดการกลุ่มผู้ใช้น้ำระบบประปาภูเขา โดยปัจจุบันมีโครงสร้างของคณะกรรมการน้ำ ทำให้เกิดปัญหาในการขาดการเป็นเจ้าภาพหรือแกนหลักในการดำเนินกิจกรรมหรือการแก้ไขปัญหาในเรื่องน้ำ รวมถึงคนในชุมชนส่วนใหญ่มีความตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ

 3.  การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ในเรื่องการใช้น้ำระบบประปาภูเขาดีขึ้น ทำให้เกิดปัญหาด้านการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งในด้านการพัฒนา ซ่อมแซมระบบประปาภูเขา ระบบท่อส่งน้ำ คนในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทและเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ มีเพิ่มมากขึ้น 

4.  เกิดการฟื้นฟูองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการน้ำ และการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน    

5.ทำให้ชุมชนได้ตระหนักและเห็นคุณค่าของทุนเดิมและศักยภาพของชุมชน และเกิดความภาคภูมิใจ ที่ทุกคนในชุมชนได้ร่วมกันทำงานวิจัยเพื่อชุมชนของตนเอง โดยอาศัยองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนและความรู้ใหม่ ๆ จากภายนอก


โดยชาวบ้านได้ร่วมกันบริหารจัดการน้ำทั้งในด้านปริมาณที่มีน้ำเพียงพอต่อการบริโภค รวมถึงดูแลคุณภาพน้ำที่มีความปลอดภัยจากสารพิษต่าง ๆ และมีแหล่งต้นน้ำที่ชุมชนร่วมกันทำ เช่น การซ่อมแซมน้ำทุกครัวเรือน ตรวจสอบดูระบบน้ำ อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ให้น้ำไม่ขาดเพื่อสร้างความรักความสามัคคีของคนในชุมชน       

นอกจากนั้นการที่ชุมชนได้ทำการศึกษาวิจัยก็สามารถที่จะเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่น ๆ ได้นำเอาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยไปปรับใช้ในชุมชนของตนเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเองและชุมชน และนำชุดความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดทั้งในส่วนของงานวิจัยและงานพัฒนาในประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำของตำบลภูฟ้า ขณะเดียวกันการข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยดังกล่าว ได้ถูกนำเสนอเป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น อบต.ภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ หรือกรมชลประทาน ซึ่งในปัจจุบันได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้

          1.ได้รับงบประมาณ 136,000 บาท (จากตำบลละ 5 ล้าน)  ในการแก้ไขปัญหาการแย่งน้ำเพื่อการเกษตร บริเวณฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านโดยเป็นการสร้างท่อส่งน้ำไปยังพื้นที่เกษตร เพื่อสนับสนุนการปลูกพืชหลังนา โดยสามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร การทำนา จำนวน 70 ไร่

          2.ได้รับงบประมาณจากโครงการประชารัฐ จำนวน 250,000 บาท เพื่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ระยะทาง 12,00 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาการแย่งน้ำเพื่อการเกษตรบริเวณลำน้ำมางกับห้วยป่าแอ้ว  ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรได้จำนวน 23 ไร่

          3.งบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลภูฟ้าภายใต้โครงการภัยแล้ง ในการซ่อมแซมท่อส่งน้ำฝายห้วยเมี่ยง จำนวน 8,000 บาท

          4.ได้รับงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลภูฟ้า ในการสร้างฝายและระบบท่อส่งน้ำ ขนาดท่อ 2 นิ้ว ระยะทาง 1,900 เมตร งบประมาณ 270,000 บาท จากลำห้วยน้ำดะ ส่งเข้าพื้นที่การเกษตรบริเวณลำน้ำว้า ซึ่งสามารถช่วยให้มีน้ำเพื่อการเกษตรตลอดปี

          5.ได้รับงบประมาณจากกรมชลประทาน สำนักงานชลประทานจังหวัดน่าน ที่เข้ามาสนับสนุนงบประมาณในการสร้างฝายและระบบท่อส่งน้ำ จากลำห้วยแก้วถึงหมู่บ้านผาสุข บ้านสบมางและบ้านผาสุก เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร  โดยมีระยะทาง 8 กิโลเมตร งบประมาณทั้งหมด 27 ล้านบ้าน

การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่ชุมชนได้รับ ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่ง ที่ทำให้คนได้ตระหนักและเห็นคุณค่าของงานวิจัย และนำเอาข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยไปนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคนในชุมชนก็ได้ใช้ข้อมูลงานวิจัยมาสู่แผนปฏิบัติการในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นแผนงานต้นๆ ที่ชาวบ้านได้จัดลำดับความสำคัญในการสู่แผนพัฒนาหมู่บ้าน

ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ชุมชนคนวิจัยได้รับจากการทำวิจัยร่วมกัน คือ การได้รู้จักตัวตนของตนเองและชุมชน การได้เรียนรู้สถานการณ์ปัญหา ผลกระทบ ความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยถือว่า "เป็นทุกข์หน้าหมู่"หรือปัญหาของชุมชน ที่คนในชุมชนต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะคนในชุมชนเท่านั้นที่รู้ปัญหาดีที่สุด และความภาคภูมิใจที่คนชายขอบอย่างพี่น้องบ้านผาสุขก็สามารถที่จะดำเนินงานศึกษาวิจัยได้จนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ร่วมกัน เหมือนคำกล่าวที่ว่า "งานวิจัยใคร ๆ ก็ทำได้"

+++++++++++

Comments
* The email will not be published on the website.