ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม


30 May
30May

ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม

"นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้และขยายความรู้สู่สังคม"


สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มีทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ที่เสื่อมโทรมลงจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่รู้คุณค่า จนคนในชุมชนต้องทิ้งร้างออกไปทำงานข้างนอกพื้นที่ สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว ทำให้ขาดการเอื้ออาทรต่อกัน เด็กและเยาวชนอยู่กับโซเชียลมีเดียแทนการดูแลจากครอบครัว / ญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่นเหมือนอย่างในอดีต ทำให้เกิดปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อม ติดยาเสพติด ติดเพื่อน ติดเกมส์ ไม่มีสมาธิในการเรียนรู้ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับสังคม จนขาดทักษะการใช้ชีวิตและภูมิคุ้มกันในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่อยู่รอบตัว การก้าวเข้าสู่ประชาคมผู้สูงอายุ ทำให้ผู้คนต่างทำมาหากินเพื่อหารายได้มาจุนเจือในครอบครัว ยิ่งหารายได้เพิ่มขึ้นก็ทำให้เกิดหนี้สินเพิ่มขึ้นตามลำดับจากการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยที่เข้ามาตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งบ้าน รถยนต์ และโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ และด้านอื่นๆ ที่จำเป็นควบคู่กันไป เช่นเดียวกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่รับใช้สังคมในมิติของการช่วยหนุนเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งในการจัดการปัญหาต่างๆ ในชุมชนด้วยตนเอง โดยโจทย์วิจัยต้องมาจากชุมชน ชุมชนเป็นผู้ปฏิบัติการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลเพื่อนำสู่การตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสอดคล้องกับบริบทพื้นที่

เพื่อตอบรับกับปัญหาดังกล่าว ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงครามได้พัฒนารูปแบบการทำงานหลายๆ แบบ เช่น กระบวนการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาให้มีความแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมดำเนินงานตั้งแต่ปี 2546 – ปัจจุบัน และมีข้อค้นพบว่า การขับเคลื่อนงานที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว จึงได้ออกแบบการทำงานวิจัยในรูปแบบของชุดประเด็นต่างๆ / และช่วงปี 2558 ได้เริ่มทำงานกับชุมชนเมืองที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ทำให้ต้องมีการออกแบบกระบวนการพัฒนาโจทย์วิจัยที่ใช้ระยะเวลาเพียง 3 – 6 เดือน การหนุนเสริมอย่างใกล้ชิดระหว่างการขับเคลื่อนงานโดยการฝึกอบรม นำความรู้กลับไปทดลองทำในพื้นที่ และมาสรุปบทเรียนเพื่อปรับให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในเวทีประชุมเครือข่ายนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นประจำเดือนที่มีอย่างต่อเนื่องมากว่า 15 ปี และเครือข่ายนักวิจัยเชิงประเด็น 2 เดือน / ครั้ง  เช่น เครือข่าย อสม.ภาคกลาง เครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคตะวันตก เครือข่ายเด็กและเยาวชนใน 4 จังหวัดภาคตะวันตก เป็นต้น

นอกจากนั้นยังได้ริเริ่มการทำงานในลักษณะ Co-funding และ Co-working เพื่อบูรณาการการทำงานจากทุกภาคส่วนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง จนเกิดเป็นหลักสูตรการสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพคน ทั้งการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาโจทย์วิจัยและการพัฒนาโครงการ การติดตามหนุนเสริม และการสรุปบทเรียนเมื่อดำเนินงานเสร็จสิ้น 

ผลจากการจัดทำหลักสูตรทำให้เกิดองค์ความรู้ในการสร้างพี่เลี้ยงที่มาจากแกนนำชุมชน นักพัฒนา ครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ที่ช่วยหนุนเสริมการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิด ตัวอย่างเช่นการขับเคลื่อนงานเรื่องเด็กและเยาวชนในการสร้างสำนึกพลเมือง ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง โดยมีพี่เลี้ยงในชุมชนช่วยเปิดพื้นที่เรียนรู้จากการลงมือทำ หรือการพัฒนาศักยภาพ อสม. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอนามัยชุมชนภาคกลาง เพื่อวางระบบคิดในการทำงานเชิงรุกและเชิงรับในพื้นที่ การจัดสวัสดิการชุมชนโดยมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยสมาชิกโดยเฉพาะผู้สูงอายุให้มีความมั่นคงในชีวิต และการวางกลไกการรองรับการดูแลผู้สูงอายุร่วมกันระหว่างเด็กและเยาวชนและผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรสงคราม ตลอดจนการบริหารจัดการโครงการ (คน งาน เงิน) อย่างมีประสิทธิภาพ

ท่ามกลางวิกฤติก็เกิดโอกาสให้ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงครามได้สร้างสรรค์นวตกรรมอย่างน้อย 4 อย่าง ในการสร้างการเรียนรู้และขยายความรู้สู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่อง 

          1) การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพเป็นกระบวนกรแห่งการเรียนรู้ 

          2) กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายหลากหลายรูปแบบ 

          3) ความรู้ในการสร้างพี่เลี้ยงตัวคูณผ่านประเด็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา และการจัดสวัสดิการและสุขภาวะ และ 

          4) การสร้าง SMART Community

สำหรับนวตกรรมแรก คือ การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำให้เป็นกระบวนกรแห่งการเรียนรู้ เป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เนื่องจากวิทยากรกระบวนการจะมีทักษะสำคัญต่อการทำงาน ทั้งการพูด การฟัง การยอมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสรุปประเด็นเพื่อหาข้อสรุป / แนวทาง การสรุปบทเรียนเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจัดการความรู้ ซึ่งต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และเอื้อให้ผู้เข้าร่วมดำเนินงานเห็นข้อสรุปร่วมกันในการทำงานเป็นทีม

ส่วนนวัตกรรมที่สอง คือ กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมประเมินผล และร่วมรับผลประโยชน์ โดยการออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงต้นน้ำในการค้นหาประเด็นปัญหาร่วมกันเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วม ช่วงกลางน้ำในการออกแบบการเก็บรวบรวมและสรุปวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจแก้ไขปัญหาบนฐานข้อมูลร่วมกันในแนวราบและแนวดิ่ง และช่วงปลายน้ำในการสรุปองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่น / ยกระดับและบูรณาการงบประมาณเข้าสู่นโยบายในระดับต่างๆ และกำหนดทางเลือกที่หลากหลายในการแก้ไขปัญหาที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสามารถปรับให้มีความยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์และกลุ่มเป้าหมาย

นวัตกรรมที่สามารถเป็นชุดความรู้ในการสร้างพี่เลี้ยงที่ติดตามหนุนเสริมในพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิด ผ่านประเด็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา และการจัดสวัสดิการและสุขภาวะ ที่มุ่งเน้นการค้นหาองค์ความรู้ / ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาบูรณาการกับความรู้จากนักวิชาการในแต่ละด้าน (Co-creation of knowledge) เพื่อช่วยให้เกิดการยกระดับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และประยุกต์ใช้สิ่งใกล้ตัวมาดำเนินการได้จริง เช่น การคิดรูปแบบบานประตูหับเหยในการเปิด – ปิดประตูน้ำ การเป็นโค้ชที่สร้างการเรียนรู้เพื่อสร้างสำนึกพลเมืองท้องถิ่น การติดตั้งระบบคิดในการพัฒนาศักยภาพ อสม. กับการทำงานเชิงรุก เป็นต้น  

และสำหรับนวตกรรมสุดท้าย คือ การสร้าง SMART Community ให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาและค้นหาทางออกด้วยตนเอง (Solution) มีทักษะการบริหารจัดการตนเอง (Management) เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Action / Move) ใช้กระบวนการวิจัยในการค้นหาคำตอบและแก้ไขปัญหา (Research) และนำเทคโนโลยี (Technology) มาปรับประยุกต์ใช้ได้เหมาะสม ผ่านกระบวนการสร้างตัวคูณ (จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 16) / คนหนุน Smart community ครอบคลุมทั่วประเทศ ที่มาจากชาวบ้าน ภาครัฐ / องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น จาก 10 ชุมชน ในปีที่ 1 ขยายเป็น 100 ชุมชนในปีที่ 3 ผ่านกลไกการจัดตั้งและบริหารงานของบริษัทสร้างสรรค์ปัญญา จำกัด (เป็นธุรกิจเพื่อสังคม) โดยการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ (วิทยากรกระบวนการ เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีส่วนร่วม ฯลฯ) เพื่อให้ชุมชนนำไปใช้ในการสร้างนวตกรรม / ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลาย เช่น นวัตกรรมการจัดการน้ำชุมชนแพรกหนามแดง การทำธุรกิจเพื่อสังคมร้านข้าวใหม่ปลามันเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่มีการช่วยกันฟื้นฟูทรัพยากรในท้องถิ่น เป็นต้น และมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้คำปรึกษาในการบริหารจัดการ ทั้งด้านคน งาน และงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันสู่การเป็นสถาบันการจัดการความรู้ท้องถิ่นนวตกรรมชุมชน

นวัตกรรมของศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นและบริษัท สร้างสรรค์ปัญญา จำกัด จึงมีจุดเน้นสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่สามารถยืดหยุ่น ดัดแปลง ปรับประยุกต์ให้เข้ากับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ผ่านการสร้าง Smart community ควบคู่กับมีการใช้เทคโนโลยีในการเก็บรวบรวมและสรุปวิเคราะห์ข้อมูล การติดต่อประสานงาน และการสื่อสารสู่สังคมเชิงกว้าง เชื่อมโยงกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กรอบทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (2560 – 2564) และนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่ปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ที่เน้นเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และภาคบริการ ภายใต้วิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ทำน้อยแต่ได้มาก มีการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีในชุมชนให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มมูลค่า และวางกลยุทธ์ / ออกแบบกระบวนการขับเคลื่อนงานวิจัย (Research) ควบคู่กับงานพัฒนา (Development) และการขับเคลื่อนในสังคม (Movement) เป็นสูตร R +D+M ให้เหมาะสมไปในแต่ละช่วงเวลา และสถานการณ์ปัญหาที่เข้ามาในแต่ละชุมชนร่วมด้วย  


+++++++++++++



Comments
* The email will not be published on the website.