20 ปี งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือ


30 Dec
30Dec


20 ปี งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือ

จากยุค “คุณค่า พลัง ความสุข” สู่ยุค “ควบขี่กระแสนโยบาย”


อรุณี เวียงแสง

 ++++++

ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 แล้วสำหรับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือ พื้นที่บุกเบิกในการใช้เครื่องมือ “วิจัยเพื่อท้องถิ่น” เป็นภาคแรกของประเทศ  โดยเริ่มต้นสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน ขยายสู่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.ตาก จ.อุตรดิตถ์ จ.น่าน สถาบันท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT-I) ภาคเหนือตอนล่าง และชุดโครงการต่าง ๆ ตามลำดับ

การขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์ของสังคมไทยที่ให้โอกาส “คนเล็กคนน้อย” เข้าถึงกระบวนการ “สร้างความรู้” ด้วยตัวเองเคียงคู่ไปกับ “พี่เลี้ยงงานวิจัย” ที่คอยหนุนเสริมเต็มเต็ม ทั้งกระบวนการ วิธีการวิจัย และเนื้อหาที่ขาด เพื่อให้ “ชุมชนทำวิจัยได้” อย่างมีคุณภาพ

ณ จุดสิ้นสุดของทศวรรษที่ 2 (20 ปี) ในปี 2561 นี้ สถานะเชิงปริมาณของโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือ มีจำนวน 1,190 โครงการ มีกลไก “พี่เลี้ยง” ได้แก่ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจำนวน 6 แห่ง มีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ประสานงาน รวม 27 คน เป็นผู้ประสานงานทั้งหมด 6 คน พี่เลี้ยงงานวิจัย 1 คน ที่เหลือเป็นผู้ช่วยผู้ประสานงาน 19 คน นอกจากนี้ยังมีชุดโครงการอีก จำนวน 8 ชุด  (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2560) นับว่าเป็นกลุ่มคนที่เป็นกำลังสำคัญต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้และหนุนเสริมนักวิจัยชุมชน และชุมชนวิจัยให้เกิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ 

พลิกฟื้นวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

10 ปีแรก ของการขับเคลื่อนกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ภาคเหนือ เป็นไปเพื่อรับมือกับปัญหาในประเด็นต่างๆ ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชุมชน หนี้สิน การศึกษา เกษตรกรรมยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน)  การแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพร  โดยสร้างผลที่เป็นรูปธรรมในหลายมิติ ดังนี้

1. เกษตรกรรมยั่งยืน งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้รวบรวมองค์ความรู้ท้องถิ่นในประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนไว้ มากมายหลายเรื่อง โครงการยุคแรก ๆ เป็นเรื่องของการผลิตกระเทียมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน IMO กระบวนการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากการใช้สารเคมี องค์ความรู้เรื่องงาของแม่ฮ่องสอน พันธุกรรมพืชพื้นบ้านแม่ฮ่องสอน การพัฒนาหลักสูตรเกษตรของท้องถิ่นใช้สอนเกษตรกรรุ่นใหม่ กระทั่งยกระดับเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮองสอน  เป็นต้น

2. การท่องเที่ยวโดยชุมชน  เดิมเรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์” ซึ่งต่อมามีการยกระดับเป็น “สถาบันการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน”  เป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการที่ให้ชุมชนแต่ละพื้นที่ที่ทำโครงการหันมาให้ความสำคัญและดูแลทุนทางการท่องเที่ยวซึ่งก็คือฐานทรัพยากร  ขณะเดียวกัน องค์ความรู้ท้องถิ่นอื่น ๆ ก็เป็นทุนทางการท่องเที่ยวที่สำคัญเช่นกัน อาทิ มรดกวัฒนธรรมชุมชน ได้แก่ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญา พิธีกรรม ความเชื่อ อาหาร หัตถกรรม สถาปัตยกรรมของชุมชน และกระบวนการบริหารการจัดการของชุมชน พื้นที่เด่น ๆ คือ บ้านแม่กำปอง บ้านแม่กลางหลวง บ้านผาหมอน จังหวัดเชียงใหม่ โครงการการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านสันติชล จังหวัดแม่ฮ่องสอน  

3. การแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้สมุนไพร โดยสามารถจัดระบบองค์ความรู้ท้องถิ่นสถาปนาองค์ความรู้ชาวบ้านเป็นตำราและคู่มือของการแพทย์ล้านนาใน 4 ด้าน คือ พิธีกรรมบำบัด อาหารบำบัด สมุนไพรบำบัด กายภาพบำบัด ที่ใช้ในการเรียนการสอนของวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านนอกจากนั้นยังมีการรวบรวมและตรวจสอบองค์ความรู้หมอเมืองที่มีความรู้ภูมิปัญญาและการรักษาอย่างต่อเนื่องจัดทำทำเนียบหมอเมืองที่ได้รับการยอมรับใช้เป็นฐานข้อมูล  กระทั่งนำไปสู่การก่อตั้ง “วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านล้านนา” เป็นแห่งแรกของประเทศไทย 

4. เศรษฐกิจชุมชน ได้ความรู้การบริหารจัดการตัวเองในด้านต่างๆ เช่น การผลิต กลุ่ม การตลาด การพัฒนา และทรัพยากร การให้บริการสังคม เช่น การกระจายรายได้ สวัสดิการสังคม

 5. การศึกษาเพื่อท้องถิ่น ได้ความรู้เรื่องรูปแบบการจัดการศึกษาโดยชุมชนมีส่วนร่วมที่หลากหลาย การจัดแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชุมชน กระบวนการรวบรวมและยกระดับองค์ความรู้ชุมชน การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการศึกษา เช่น ห้องเรียนคือชุมชน และความคิดของผู้ปกครองและชุมชนต่อการศึกษาในแนวใหม่

6. หนี้สินของครอบครัวและชุมชน ได้ความรู้ การลดค่าใช้จ่ายตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การเพิ่มรายได้ที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน การใช้บัญชีครัวเรือนเพื่อสร้างการวิเคราะห์และเข้าใจต้นเหตุแห่งหนี้สินที่เกิดขึ้น และในท้ายที่สุดจะเกิดการปรับวิถีการผลิตเป็นผลิตเพื่อการพึ่งตนเอง


การพัฒนาคน กลุ่ม และเครือข่ายเชิงประเด็น

การพัฒนาคน เป็นเป้าหมายที่สำคัญ และงาน CBR เอื้อที่สุดในการพัฒนาคน เพราะจะใช้เวลานานในการบ่มเพาะอย่างน้อย 18 เดือนขึ้นไป (ตั้งแต่การพัฒนาโครงการ-สิ้นสุดโครงการ) จนทำให้หลายคนสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การใช้ข้อมูลความรู้ในการสื่อสาร เกิดสำนึกท้องถิ่น และทักษะอาชีพ ดังเช่น กรณีการเกิด “คนต้นแบบ” จากกระบวนการ CBR พบเห็นได้ในทุกโหนด เริ่มจาก จังหวัดลำปาง ที่นักวิจัยชุมชนสามารถพัฒนาตนเองสู่การเป็นวิทยากรบรรยายและขยายผลของความรู้ให้เครือข่าย จากโครงการวิจัย “ไส้เดือนดิน” กลไกการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้คู่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพื้นที่ตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร  และ จากกลุ่มคนทำ “ข้าวนาโยน” สู่นักสื่อความหมายด้านการผลิต  จากโครงการการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ผ่านกระบวนการผลิตข้าวนาโยนของเกษตรกรในเขตเทศบาลป่าตันนาครัว อ.แม่ทะ รวมถึงจากนักวิจัยโครงการ “แนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำปนเปื้อนฟลูออไรด์เกินมาตรฐานฯ จ.พะเยา” สู่นักจัดกระบวนการฝึกอบรมการเขียนบันทึกรายงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น  จังหวัด เชียงใหม่ จากผู้ต้องขังหญิงโครงการ “การพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพทอผ้าไหมแบบมีส่วนร่วมของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่” สามารถพัฒนาฝีมือเมื่อพ้นโทษแล้วเข้าเป็นสมาชิกทอผ้าไหม ในโครงการร้านจิตรลดา บ้านกาด จังหวัดเชียงใหม่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส (ผู้ต้องขัง) ได้มีการพัฒนาศักยภาพและเห็นคุณค่าของตนเอง จังหวัดพิษณุโลก จากที่เคยถูกมองว่าเป็นชุมชนที่เอาแต่รุกรานและใช้ประโยชน์จากป่า วันนี้ชุมชนร่องกล้าพูดได้เต็มปากและสามารถสื่อสารกับคนภายนอกได้ถึงความเป็นชุมชนที่อยู่คู่อุทยานฯ และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแล ปกป้อง รักษาป่าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยเครื่องมือการท่องเที่ยวโดยชุมชน สามารถเป็นวิทยากรนำเสนอเรื่องราวของตนเองได้อย่างมีแบบแผน เป็นมัคคุเทศก์ชุมชนและสามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนด้วยกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้

จังหวัดลำพูน เกิดเครือข่ายพิทักษ์สิ่งแวดล้อมตามวิถีคนตำบลศรีบัวบ้าน จากโครงการการจัดการลุ่มน้ำแม่สารโดยชุมชน ทำหน้าที่ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ สื่อสารข้อมูล จังหวัดน่าน พื้นที่อำเภอบ่อเกลือ มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “สมาคมคนต้นน้ำอำเภอบ่อเกลือ” เพื่อตั้งรับปรับตัวกับสถานการณ์ที่จะเข้ามากระทบกับพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ชุมชนแก้ไขปัญหาตนเองผ่านงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยเกิดโครงการวิจัยฯ รวม 8 โครงการ  จังหวัดลำปาง  นักวิจัยชุมชนที่ผ่านการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น สามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายในการป้องกันและสร้างเป็นกลไกเชิงธรรมชาติในการดูแลป้องกันไฟป่า จ.ลำปาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดเครือข่ายเชิงประเด็นในการขับเคลื่อนงานบนฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 2 เครือข่าย คือ เครือข่ายเกษตรทางเลือก และเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน จ.แม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดพิจิตร เกิดเครือข่ายเชิงประเด็นในการขับเคลื่อนงานบนฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 3 เครือข่าย คือ เครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายการศึกษา  และ เครือข่ายภาคีหนุนเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน

การได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น เทศบาลตำบลบางขลังได้รับรางวัลพระปกเกล้าด้านเครือข่ายปี 2555 ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการมีส่วนร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนเป็นต้นแบบสำหรับประยุกต์ใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ จากโครงการการศึกษาอัจฉริยลักษณ์ชุมชนโบราณเมืองบางขลังเพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองบางขลัง และโหนดเหนือล่าง เครือข่ายชุมชนนครชุมและเครือข่ายชุมชนบางขลัง ได้รับรางวัลผลงานวิจัยเด่นสกว.ประจำปี 2557 จากโครงการ “การพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยว โดยชุมชนเพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้มรดกวัฒนธรรม ชุมชนโบราณเมืองบางขลัง จังหวัดสุโขทัยและ ชุมชนนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร”

 


เกิดศูนย์เรียนรู้ และพื้นที่รูปธรรม

หลายโครงการที่เมื่องานวิจัยสิ้นสุด และเกิดองค์ความรู้ในการคลี่คลายปัญหา สิ่งที่ตามมาคือการยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อให้โครงการวิจัยหรือชุมชนอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้   ซึ่งในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้พื้นที่ภาคเหนือเกิด “แหล่งเรียนรู้” ขึ้นมากมายหลายพื้นที่ อาทิ แหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านแม่กำปอง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พื้นทีเรียนรู้ด้านการจัดารหนี้สินบ้านสามขา อำเภแม่ทะ จังหวัดลำปาง  นอกจากนั้น ที่ จังหวัดน่าน มีการสร้างพื้นที่ต้นแบบ “อำเภอบ่อเกลือ” โดยเฉพาะตำบลดงพญา ที่ได้มีการสร้างเป็นพื้นที่รูปธรรมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความมั่นคงทางอาหาร   ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำข้อบัญญัติชุมชนว่าด้วยการจัดการทรัพยากร และขยายแนวคิดไปยังพื้นที่อีก 3 ตำบลในอำเภอบ่อเกลือ คือ ตำบลบ่อเกลือใต้ ตำบลบ่อเกลือเหนือ และตำบลภูฟ้า ซึ่งมีฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นรองรับอยู่ และสุดท้ายในภาพรวมของอำเภอบ่อเกลือ คือ การจัดตั้งสมาคมคนต้นน้ำ ที่จะเป็นการรวมพลังของเครือข่ายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือและผู้นำชุมชน ตลอดจนชาวบ้าน ที่จะร่วมกันปกป้อง อนุรักษ์ฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ มีต้นแบบ การจัดการน้ำบนพื้นที่สูงของชาวบ้านผาสุข ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ  จังหวัดเชียงใหม่ มีต้นแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรังและพิการโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์การดำเนินงานจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรวมถึงองค์กรนอกพื้นที่  จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีฟาร์มต้นแบบเกษตรยั่งยืนบนฐาน CBR และต่อยอดโดยหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่กว่า 80 ราย มีชุมชนวิจัยต้นแบบกว่า 10 แห่ง และศูนย์เรียนรู้ 3 แห่ง และในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง จากโครงการการจัดการท่องเที่ยววิถีเกษตรชุมชนเพื่อยกระดับชีวิตชาวนาสวรรคโลก เกิด ART FARM แหล่งเรียนรู้ผสมผสานบนท้องทุ่ง ได้กลายเป็นแหล่งเพาะบ่มเยาวชนในรอบปีราว 2,000 คนหน่วยงาน โรงเรียน มูลนิธิ วัฒนธรรมจังหวัด ทั้งภายในและภายนอกจังหวัด สร้างคนและรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น ตามแนวคิด “ปลูกข้าว  ปลูกคน”  จากถนนพระร่วง  : ถนนโบราณสายแรกของประเทศไทยทางสายศรัทธา สู่ถนนศิลปะเพื่อการท่องเที่ยววิถีชีวิตชาวนา และจากโครงการการศึกษาอัจฉริยลักษณ์ชุมชนโบราณเมืองบางขลังเพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองบางขลัง เป็นพื้นที่ต้นแบบกาการสร้างเครือข่ายด้านการมีส่วนร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนสำหรับประยุกต์ใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

และ จังหวัดลำปาง มีพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ของคนรุ่นหลัง และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดยมีการออกแบบให้มีความลงตัวทั้งในเรื่องของความรู้ และระบบบริหารจัดการโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม ผ่านโครงการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคนริมน้ำอิงโดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเวียงลอ ตำบลลอ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา และมีการต่อยอดข้อมูลวิจัยทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมทำให้บริษัทปูนซิเมนต์  ยกระดับหมู่บ้านเป็นศูนย์เรียนรู้ สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้ จากโครงการวิจัย การอนุรักษ์และพื้นฟู วิถีบริโภคอาหารพื้นบ้านอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของคนบ้านแป้นใต้  6. จังหวัดลำพูน ศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดลำพูนหรือศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีธรรม ที่เกิดจากการพัฒนาและยกระดับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรจากโครงการวิจัยให้เป็นฟาร์มต้นแบบหรือศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนมีการกระจายตัวอยู่เกือบทุกอำเภอ มีความรู้ที่โดดเด่นเฉพาะของแต่ละศูนย์ฯ   จำนวน 11 แห่ง งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการรวมตัวของ “คนหัวใจอินทรีย์”   เชื่อมโยงสู่ทุกระบบแบบองค์รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกายใจ สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม สร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้มีอาหารปลอดภัยได้บริโภคและราคาที่เป็นธรรม


การพัฒนา “กลไกเชิงสถาบัน” บนฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

  • การสร้างเครือข่ายทางปัญญาที่มีชุมชนเป็นฐานในภาคเหนือ เป็นเจตจำนงร่วมของเครือข่ายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือมาตั้งแต่ปี 2550 แต่จนถึงปัจจุบัน “กลไก” เครือข่าย CBR ในระดับภาคยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ไปปรากฏในระดับโหนดพื้นที่และประเด็นแทน คือ กลไกพื้นที่เกิดขึ้นแล้ว 2 จังหวัด ได้แก่จังหวัดลำพูน ที่จัดตั้ง “สถาบันวิจัยหริภุญชัย” ในปี  2543 บนฐานกลุ่ม “ลำพูนเสวนา” เดิม จากประสบการณ์การดำเนินงานเกือบ 20 ปี สามารถเป็นฐานความรู้สำคัญต่อโหนดอื่น ๆ ได้ และ แห่งที่ 2 คือ โหนดแม่ฮ่องสอน ที่ได้ตั้ง “สถาบันปัญญาวิถี” บนฐานเครือข่ายคนรุ่นใหม่ ในปี 2554 และในปี 2560 ได้พัฒนาเป็นโจทย์วิจัยเพื่อท้องถิ่น เพื่อสถาปนาสถาบันบนฐานความรู้ คนรู้ และดอกผลจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นตลอดช่วง 17 ปี ที่มีโครงการวิจัยฯ 78 โครงการ เป็นฐาน

ส่วนในระดับประเด็นก็มี 3 โหนด คือ สถาบันท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT-I) โหนดลำปาง และโหนดเหนือล่าง โหนดลำปางมียุทธศาสตร์ “การยกระดับองค์ความรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสู่การใช้ประโยชน์ทางการศึกษาและสืบสานงานมรดกวัฒนธรรม” ปี 2557-2560 ในพื้นที่เป้าหมายจังหวัดลำปางและจังหวัดพะเยา โดยใช้กรณีศึกษาของโครงการวิจัย 5 โครงการในพื้นที่ จ.พะเยา เป็นพื้นที่ต้นแบบ “Best Practice” ที่ใช้กระบวนการการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ และสร้างเครือข่าย กศน.จังหวัดพะเยาโดยใช้ฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นตัวขับเคลื่อนงานด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยร่วมกับคนในชุมชนสำหรับโหนดเหนือล่าง ยกระดับต่อยอดองค์ความรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นส่งเสริมเครือข่ายภาคีชุมชนบางขลัง บรูณาการผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสู่การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นมรดกวัฒนธรรมเมืองโบราณบางขลังสำหรับการจัดการเรียนสอนของโรงเรียนในพื้นที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย และ โครงการวิจัย การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาขีดความสามารถชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชนบ้านวังหาดและกศน.อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย และใช้พื้นที่ที่ผ่านการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนด้วยกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นห้องปฏิบัติการทางสังคม (social lab) ของสถาบันการศึกษา และผู้ที่สนใจ เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์ นักศึกษา ผู้ที่สนใจและชุมชน ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยนเรศวร สถาบันพระปกเกล้า ฯ กศน. ร่วมถึงผู้มาเยือน โดยใช้ทุกพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีการบูรณาการทั้งศาสตร์และศิลป์แบบสหวิทยา (ไร้กรอบและขอบเขต)


การต่อยอดงานวิจัยโดยหน่วยงานพัฒนาในพื้นที่

มีการต่อยอดในลักษณะนี้เกือบทุกพื้นที่ เช่น จังหวัดน่าน งานวิจัยท้องถิ่นของชาวบ้านผาสุข สามารถได้รับงบประมาณจากโครงการตำบลละ 5 ล้าน จำนวน 136,000 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเอาข้อมูลความรู้จากการศึกษาวิจัยสู่การจัดทำแผนจัดการน้ำ และได้รับงบประมาณจากโครงการประชารัฐ จำนวน 250,000 บาท เพื่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ระยะทาง 1,200 เมตรสามารถแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรได้จำนวน 23 ไร่ ได้รับงบประมาณจากอบต.ภูฟ้า ภายใต้โครงการภัยแล้ง ในการซ่อมแซมท่อส่งน้ำฝายห้วยเมี่ยง จำนวน 8,000 บาท และการสร้างฝายและระบบท่อส่งน้ำ 270,000 บาท และสุดท้ายได้รับงบประมาณจากสำนักงานชลประทานจังหวัดน่าน ในการสร้างฝายและระบบท่อส่งระยะทาง 8 กิโลเมตร งบประมาณทั้งหมด 27 ล้านบาท 

จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทั้งในระหว่างดำเนินโครงการวิจัยและต่อยอดหลายโครงการ เช่น การผลิตกระเทียมคุณภาพที่บ้านห้วยโป่งได้รับการสนับสนุนงบจากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 30,000 บาท ให้กับกลุ่มเกษตรไร้สารพิษบ้านห้วยโป่ง ในโครงการเลี้ยงหมูหลุม และการปลูกผักหวานป่าทดแทนกระเทียม และงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนจากกระทรวงมหาดไทยจำนวน 413,450 บาท เพื่อเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มโดยให้ดำเนินงานตามแผนกิจกรรมที่ชุมชนกำหนด

จังหวัดตาก มีหน่วยงานจากสถาบันการศึกษา กศน.เข้ามารับช่วงสร้างความร่วมมือพัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับและขยายผลเชิงพื้นที่การพัฒนางานวิจัยด้วยกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นโดยการสร้างความร่วมมือกับชุมชน

จังหวัดพิษณุโลก มีหน่วยงานจากอุทยานแห่งชาติร่องกล้าให้การสนับสนุนส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยว บ้านร่องกล้า หน่วยงานองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้ามาต่อยอดพัฒนางานด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าที่ระลึก และใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้บูรณาการ การเรียน การสอนและการวิจัย 

จังหวัดสุโขทัย  มีหน่วยงานองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 5 สุโขทัย มหาวิทยาลัยนเรศวร เทศบาลตำบลบางขลัง พัฒนากรอำเภอและจังหวัดโดยเข้ามาต่อยอดพัฒนางานด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าที่ระลึก ศึกษาแหล่งโบราณคดี และใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้บูรณาการ การเรียน การสอนและการวิจัย ในพื้นที่ชุมชนสวรรคโลก ชุมชนไทยชนะศึก ชุมชนบ้านวังหาด

จังหวัดกำแพงเพชร มีหน่วยงานเทศบาลตำบลนครชุม องค์การบริหารส่วนตำบลนครชุม องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พัฒนากรอำเภอและจังหวัดโดยเข้ามาต่อยอดพัฒนางานด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าที่ระลึก และร่วมการบริการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนในชุมชนนครชุม

จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจัดหาเรือจำนวน 20 ลำ อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยทางน้ำ ให้งบประมาณในการสร้างโรงเก็บเรือ  พัฒนาเส้นทางลงเรือ และให้งบประมาณพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมามธุรกิจท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง หน่วยพิทักษ์ป่าและพัฒนากรอำเภอเขค้อ ให้ความร่วมมือพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนหนองแม่นา ทั้งด้านการให้ความรู้ การพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยว การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นต้น


บทสรุป

            สามทศวรรษในการใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหาและพัฒนาชุมชน เป็นกระบวนการเรียนร่วมกันของทุกฝ่าย ที่พยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับปัญหาสังคมในแต่ละช่วงเวลา  ให้สามารถตอบโจทย์พื้นที่และประเด็นให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ยังต้องเผชิญกับคำถามมากมายจากสังคมระดับต่าง ๆ  “ใคร ๆ ก็ทำวิจัยได้” ที่เป็นวลีที่ออกมาจากงานสังเคราะห์ความรู้ 10 ปี CBR ยังต้องตอกย้ำกันไปเรื่อย ๆ เพื่อให้โอกาสคนเล็กคนน้อย ที่มีความเลื่อมล้ำในสังคม ได้มีพื้นที่ทางสังคม ที่จะพิสูจน์ “คุณค่า และพลัง” ที่แฝงฝังในตัวเองสู่สาธารณะได้มากขึ้น

ในช่วงท้ายของทศวรรษที่ 2 (ปี 2560-61) มีการขับเคลื่อนงานที่มุ่งตอบยุทธศาสตร์ภาครัฐตามเป้าหมาย “มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน” เพิ่มมากขึ้น โดยมีแนวคิดออกจากความยากจน ลดความเลื่อมล้ำ มุ่งเน้นเศรษฐกิจฐานราก เป้าหมายเชิงเศรษฐกิจ 50 % สิ่งแวดล้อม 30  % และ สังคม 20 % ในภาคเหนือเองก็มีหลายโหนดที่ร่วมทำโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยตรงตามนโยบายดังกล่าว ได้แก่ การท่องเที่ยววิถีชาวนา และศูนย์นวรรตกรรม เพื่ออาศัยกระแสนโยบายไปเพิ่มพลังบวกแก่ชุมชนท้องถิ่นในการจัดการตนเองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

            ได้แต่หวังว่า ความพยายามทั้งหมดที่คนเล็กคนน้อย และพี่เลี้ยงงานวิจัย ที่ได้สร้างสรรค์ผลงาน ด้วย “เครื่องมือ” วิจัยเพื่อท้องถิ่น จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการทุกระดับและพื้นที่ได้ และจะยังคงเป็นเครื่องมือ “พัฒนาชุมชนบนฐานปัญญา”ได้อีกต่อไปในทศวรรษที่ 3

+++++++++





Comments
* The email will not be published on the website.