โลกของ "มานิ"


01 Jul
01Jul


โดย : พรานชุม

จริงๆ แล้ววันนี้ผมนัดทีมวิจัยสิบโมงตรง แต่เก้าโมงกว่า ทีมวิจัยก็มากันเกือบครบ เหลือก็เพียงทีมจากทุ่งนารี พัทลุงที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาถึง แต่กระนั้นศาลาหมู่บ้านภูผาเพชร หมู่บ้านชายป่าเล็กๆ แห่งนี้ก็ดูคึกคักไปด้วยผู้คนเกินครึ่งร้อยเข้าไปแล้ว ทีมวิจัยนั้นมี 3 พื้นที่ ได้แก่ ทีมวิจัยคลองตง จากจังหวัดตรัง ทีมวิจัยเขาน้ำเต้าธารกระจาย ที่มาก่อนเพื่อนเนื่องจากหัวหน้าโครงการเป็นเจ้าหน้าที่หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าธารกระจาย และยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์คือมีอำนาจดูแลทั้งฝั่งสตูลไปจนถึงบางส่วนของจังหวัดตรังในฐานะเจ้าถิ่นดูแลพื้นที่ และยังสมทบกับเจ้าหน้าที่หน่วยวังสายทองและเจ้าหน้าที่หน่วยภูผาเพชร ที่ถึงแม้ว่าทั้งสองหน่วยหลังนี้ยังไม่ได้ขึ้นโครงการวิจัย แต่ก็อาสาเข้าร่วมกระบวนการเก็บข้อมูลครั้งนี้ด้วย

การเก็บข้อมูลครั้งนี้เป็นการเก็บข้อมูลนอกพื้นที่ เนื่องจากในพื้นที่ดำเนินโครงการวิจัย เป็นกลุ่มที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้าง ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้ ผืนป่าแห่งนี้ยังมีมานิ ที่เป็นกลุ่มที่มีวิถีชีวิตค่อนข้างดั้งเดิมมากๆ ถ้าเทียบกับญาติพี่น้องมานิกลุ่มอื่นๆ ในเทือกเขาบรรทัด เป้าหมายคือการมาเรียนรู้ “ของจริง” ว่ามานิแบบที่พึ่งพิงธรรมชาติเกือยร้อยเปอร์เซ็นเป็นอย่างไร หลายๆ คนแม้เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามาหลายสิบปี ก็ยังแค่เคยได้ยิน เป็นตำนานหรือเป็นเรื่องเล่ามากกว่าจะได้เรียนรู้ พูดคุยและถกเถียงกันจริงๆ รวมถึงมานิในพื้นที่จังหวัดตรังเอง ก็ไม่เคยได้เห็นญาติพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ ว่าอยู่กินกันอย่างไรในป่า เนื่องจากพัฒนาการพาพวกเขาไปไกลเกินกว่าจะเรียกตัวเองว่า “ชาวป่า” ได้แล้ว

ประมาณสิบโมงกว่า ผมรับโทรศัพท์ ปลายทางบอกว่าทีมทุ่งนารีจากพัทลุงกำลังออกเดินทางมาแล้ว แต่หัวหน้าบรรเจิดพาเฒ่าพาด มานิหนุ่มไปทำแผลฉีดยาอยู่ที่โรงพยาบาล ปลายสายขาดๆ หายแต่พอจับศัพท์ได้ว่า “เฒ่าพาดถูกหมู่ป่ากัด” หัวหน้าหน่วยกำลังพาไปทำแผลที่โรงพยาบาล!!!

ผมปรึกษากับหัวทีมวิจัย ผู้ใหญ่บ้านภูผาเพชร และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า มติเห็นว่าเราควรเริ่มเวทีกันไปก่อนพลางๆ ผมจึงเริ่มอารัมภบทเข้าเวที เล่ารายละเอียดโครงการอย่างคร่าวๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมโดยเฉพาะชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นๆ ที่อาจจะยังไม่เข้าใจการดำเนินโครงการในภาพรวมรวมทั้งการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ จากนั้น จึงให้ทีมวิจัย 2 ทีม ได้แก่ คลองตง และ เขาน้ำเต้า นำเสนอการดำเนินการเก็บข้อมูลที่ผ่านมา ได้แก่ แผนที่ชุมชน และปฏิทินวัฒนธรรม เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่า ยังไม่มีวี่แวว ว่าทีมจากทุ่งนารีจะเดินทางมาถึง ผมจึงจัดการแบ่งกลุ่มเป็น 4 กลุ่ม คละคน คละพื้นที่ กลุ่มละประมาณ 15 คน โดยมีโจทย์ 4 ข้อแยกกันไปเป็นกลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 ผังชุมชนและประชากร กลุ่มที่ 2  ที่อยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐาน กลุ่มที่ 3 วิถีชีวิตและวัฒนธรรม กลุ่มที่ 4 เครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรต่างๆ จากนั้นจึงให้แต่ละทีมแบ่งบทบาทหน้าที่ ผู้สัมภาษณ์ ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ ทีเหลือชวนคุยและจดบันทึก เมื่อซักซ้อมแผนการเก็บข้อมูลกันพักนึงผมจึงให้พักดื่มกาแฟและรอการมาถึงของทีมจากทุ่งนารีพัทลุง

งานนี้ ผู้ใหญ่บ้านภูผาเพชร เกริ่นไว้กับผมเมื่อเดือนก่อนว่าอยากจะรู้ข้อมูลประชากรมานิที่นี่ ผมจึงเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเราน่าจะมาเก็บข้อมูลด้วยกันเลยในวันนี้ จะได้รู้ไปพร้อมๆ กัน เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าก็จะเข้าร่วมด้วย ผู้ใหญ่บ้านก็จะได้ข้อมูล เจ้าหน้าที่ก็จะได้ข้อมูลที่ตรงกันไปในตัว

ตะวันเที่ยงยังไม่คล้อยพ้นหัว รถโตโยต้าป่าไม้ทีกรมบุโรทั่งก็ควบห้อผ่านโค้งมา พร้อมกับควันโขมงท้ายบรรทุกมานิมาจากพัทลุงเต็มคันรถ หัวหน้าบรรเจิดลงรถมาปิดประตูปัง และทักทายกับทุกๆ คนอย่างคุ้นเคย ทุกๆ คนล้วนแต่นับถือหัวหน้าบรรเจิดในฐานะ “ลุกพี่” ทั้งบุ๋นบู้ ครบเครื่อง และถือได้ว่าเป็นตำนานนักอนุรักษ์แห่งเขาบรรทัดที่ยังเดินได้

หัวหน้าบรรเจิดขอโทษกับทุกคนที่เดินทางมาถึงช้า เพราะพาเฒ่าพาด หนุ่มมานิไปทำแผลฉีดยาที่โรงพยาบาล ทุกคนมองไปที่เฒ่าพาดที่นั่งหน้าจ่อยอยู่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย หลายคนนึกว่าหมูป่ามันคงติดแร้วดักหมูป่า และมันอาจผิดพลาดมากัดเฒ่าพาด แต่สิ่งที่หัวหน้าบรรเจิดเล่าให้ฟังกลับผิดคาด!!! หัวหน้าบรรเจิดเล่าว่า หมูมันไม่ได้ติดแร้วหรืออะไรเลย พาดเดินไปเจอหมูโทนนอนเล่นโคลนอยูในปลัก แต่ไม่รู้อะไรดลใจอะไรเฒ่าพาด เพราะเพื่อนที่ไปด้วยอีกสองคนเล่าว่า อยู่ดีๆ เฒ่าพาดก็กระโดดกอดหมูป่าที่นอนอยู่ในปลักนั้น ราวกับคิดว่าตัวเองจะหักคอหมูป่าตายได้ด้วยมือเปล่า ชะตาหมูป่ามันยังไม่ขาด มันดิ้นสุดฤทธิ์ขึ้นจากปลักและฝากรอยแผลเหวอะไว้ที่มือเฒ่าพาด และจากไปในราวป่า เพื่อนสองคนของพาดเลยต้องหอบหิ้วลงมาจากเขาเพื่อให้หัวหน้าบรรเจิดพาไปรักษา…

สีหน้าจ่อยสลดของพาดที่นั่งกินข้าวเงียบๆ อยู่กับเพื่อนๆ ทำให้ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะแต่ก็กลั้นหัวเราะจนน้ำตาเล็ดไปตามๆ กัน

บ่ายกว่าๆ ทั้งนักวิจัยและทีมสมทบจากพื้นที่กว่าหกสิบชีวิตก็เคลื่อนพลบุกป่าไปยังแคมป์พักของมานิที่อยู่ในเขตป่าไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก อุปกรณ์พร้อม สมุดบันทึก ปากกา กล้องถ่ายรุป ทุกคนแบ่งเป็นกลุ่มตามที่จัดไว้

สภาพพื้นที่ป่าครึ้มร่มเงาที่มีแสงพอรำไร มีลำธารใสสะอาดเส้นเล็กๆ บนพื้นที่เรียบราบเล้กๆ ตรงนั้น มีกลุ่มเพิงใบไม้ที่ใบยังสดอยู่ แสดงว่าพึ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ไม่นาน มานิที่มาจากต่างถิ่นห่างไกล หลายๆ คนโดยเฉพาะเด็กรุ่นหลังไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้มาก่อนเลยในชีวิต มานิรุ่นอาวุโสบางคนไม่เจอกันมานานหลายสิบปี นั่งจับเข่าพูดคุยสืบถามสารทุกสุกดิบ ในขณะที่แต่ละกลุ่มก็ค่อยๆ วางแผนจากพื้นที่จริงเพื่อเก็บข้อมูล ในช่วงแรกๆ ก็ลองผิดลองถูกกันพักนึงแต่ก็สามารถจัดการข้อมูลกันได้อย่างเป็นระบบ ช่วยๆ กันคิด ช่วยกันคุย คนละนิดละหน่อยสร้างกระบวนการเรียนรู้ ตอนนี้ในพื้นที่แค่ประมาณ 40 ตารางเมตรนี้มีคนอยู่ 87 คน เรียกได้ว่า “ป่าแทบแตก” แต่บรรยากาศครื้นเครง สนุกสนาน เป็นกันเอง ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งข้อมูล และความสัมพันธ์ เส้นบางๆ ของพรมแดนแห่งอคติก็ค่อยๆ มลายจางไป


ผมให้เวลาเก็บข้อมูลเต็มอิ่มสองชั่วโมงครึ่งในการค่อยๆ พูดคุย ตั้งคำถาม สอบถามสารทุกข์สุกดิบ จนพอได้ที่ จึงใช้โอกาสในพื้นที่นั้นนำเสนอข้อมูลแต่ละกลุ่มกันเลย คนนำเสนอยืนบนจอมปลวก แทนเวที ที่เหลือนั่งกับพื้นตรงนั้น ปนกันทั้งมานิทั้งชาวบ้านทั้งเจ้าหน้าที่ ถือเป็นภาพที่สวยงามและประทับใจคนไร้ความรู้สึกอย่างผมอย่างบอกไม่ถูก

เนื้อหาข้อมูลที่แต่ละกลุ่มได้นำเสนอร่วมกันพบว่าเป็นที่สนใจของกลุ่มอื่นๆ อย่างมาก ทุกๆ คนตั้งใจและมุ่งมั่นทำงาน จนกระทั่งผู้ใหญ่บ้านเองยังออกปากเองว่า “ผมก็รู้สึกยินดีและขอขอบคุณจริงๆ เจ้าหน้าที่ฯ ที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องมานิ ไม่เพียงแต่ในพื้นที่ภูผาเพชร แต่ยังรวมถึงพื้นที่อื่นๆ ในเทือกเขาบรรทัด” จากนั้นหัวหน้าบรรเจิดแห่งทุ่งนารีพัทลุง จึงมากล่าวถึงเป้าหมายทิศทาง การขับเคลื่อนการจัดการและดูแลพี่น้องมานิในเขตเขาบรรทัดด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ดูเหมือนว่า เจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ๆ จะได้กำลังใจกลับไปอย่างเต็มเปี่ยมในครั้งนี้

หากพูดถึงงานวิจัย หลายๆ คนอาจจะนึกภาพไม่ออกว่า “ชาวป่า” หรือแม้แต่”เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า” จะมาทำงานวิจัยได้อย่างไร หรืออาจตั้งคำถามถึงว่า “งานวิจัย” คืออะไร…..หลายๆ คำถามยังคงเป็นเรื่องคลุมเครือ ไม่ต่างไปจากคำตอบ แต่ถ้าพูดถึงการเรียนรู้ร่วมกัน หรือ การเรียนรู้ร่วมกันไประหว่างทาง หาเพื่อนร่วมคิด หามิตรร่วมทาง “งานวิจัย” ก็อาจเป็นหนทางเส้นใหม่ที่กำลังรังวัด เทพื้น หรือการออกแบบร่วมกัน ท่ามกลางบทเรียนและปัญหาสังคมบนความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไร้ทิศทาง

กิจกรรมเก็บข้อมูลในครั้งนี้ เรามาร่วมเรียนรู้ “วิจัย” กลุ่มมานิที่ยังพอพูดได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สุดกลุ่มหนึ่งในเขตเทือกเขาบรรทัด โดยความคิดเห็น ทรรศนะต่างๆ ที่สะท้อนออกมาได้สร้างรูปแบบของความจริงร่วมกัน ในสภาพแวดล้อมของจริง ที่ไม่อาจบิดเบือนเป็นอื่น กระบวนการดั่งกล่าวสามารถสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ที่ได้ดีที่สุด


ทั้งนี้ทั้งนั้น บทเรียนจากสนามในครั้งนี้ ที่สะท้อนให้เห็นถึง”การดำรงอยู่;โลกของคนที่อยู่กับป่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” จะนำไปสู่การสลายพรมแดนแห่งอคติ? หรือจะสามารถเผยให้เห็นแนวทาง ให้เราก้าวเดินและขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกันได้หรือไม่


คำถามต่างๆ ยังคงถูกท้าทาย….




*** ชุมพล โพธิสาร ชุดโครงการวิจัย “แนวทางการจัดการวัฒนธรรมบนฐานของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลุ่มชาติพันธุ์มานิ (ซาไก) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด”

Comments
* The email will not be published on the website.