โครงการวิจัยในตำนาน - เส้นทางสู่ชุมชนสีขาว


09 Jan
09Jan

ย้อนรอยเส้นทางยา – รักษ์ไทยถึงสันติชล

จากเส้นทางยาร้าย สู่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

---

ทันทีที่ฝ่ายรัฐประกาศสงครามเพื่อสู้รบกับ “ยาเสพติด”  ถึงขั้นแตกหักในปี 2546  ตลอดเส้นทางจากบ้านรักษ์ไทย (แม่ออ) บ้านรุ่งอรุณ (แม่สุยะ) ในเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน  ไล่เรื่อยไปจนถึงบ้านกึ๊ดสามสิบในอำเภอปางมะผ้า  และบ้านสันติชลในเขตอำเภอปาย  ต่างก็กลายเป็นสมรภูมิย่อย ๆ ไปในทันที

เพราะบ้านแม่ออ หรือ “รักษ์ไทย” เป็นหมู่บ้าน “ต้นทาง” เป็นด่านแรกที่ “ยา” จะถูกลำเลียงมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ แม่สุยะ หรือ “รุ่งอรุณ” และบ้านกึ๊ดสามสิบ จะเป็นแหล่ง “พักยา”  ก่อนมีการลำเลียงไปสู่ “ตลาด” ที่บ้านสันติชลในอำเภอปาย ซึ่งเป็นสถานที่พบปะระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย 

หลังคำสั่งประกาศศึก…กลุ่มผู้ค้าก็ถูกปราบปรามอย่างหนัก  หลายรายถูกรุกไล่จนแตกกระเจิง บางคนถูกจับ บางคนหลบหนีออกไปอยู่ที่อื่น พื้นที่หลาย  ๆ หมู่บ้านตกอยู่ภายใต้ความหวาดระแวง  ผู้คนไม่กล้าออกจากบ้าน  และนักท่องเที่ยวเริ่มหายไป

การเดินทางของยาร้าย

จากรักษ์ไทยถึงบ้านสันติชล

ยาร้ายเริ่มต้นการเดินทางของตัวเอง ณ รอยต่อของประเทศเพื่อนบ้าน  ผ่านการลักลอบเข้ามาด้วยวิธีการที่แยบผล

จากข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ระบุว่า ยาเสพติดถูกนำเข้ามาโดยบุคคล 2 กลุ่มคือกลุ่มว้า และกลุ่มโคกั้งซึ่งอาศัยความสลับซับซ้อนของสภาพภูมิประเทศตามแนวตะเข็บชายแดนลักลอบขนเข้ามาด้วยวิธีการที่ซับซ้อนแยบยลเช่นเดียวกัน 

ขณะที่อีกส่วนเป็นยาจากกลุ่มของมหาจาง มหาส่า และกลุ่มกองกำลังอื่น ๆ  ที่อยู่ตามแนวชายแดน ซึ่งพอทะลุผ่านมาเมืองไทยตรงบริเวณบ้านแม่ออ พวกเขาก็จะส่งต่อให้กลุ่มนายทุนที่อยู่กระจัดกระจายอยู่บริเวณนั้นเพื่อทำการกระจายยาออกไปยังพื้นที่อื่น 

ยาก็จะถูกลำเลียงมาด้วยวิธีการที่หลากหลาย  ทั้งการใส่กระสอบปุ๋ยแล้วใช้แรงงานคนแบก ซึ่งคนหนึ่งคนสามารถขนยาได้มากถึง 6,000 เม็ด ยุทธวิธีแบบนี้สามารถลัดเลาะไปตามไหล่เขาเพื่อหลีกเลี่ยงการไล่ล่าจากกองกำลังทหารและตำรวจที่ลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลา หากต้องการขนในปริมาณมาก ๆ ก็จะใช้ม้าฬ่อช่วยในการลำเลียง

พอเดินทางมาถึงบ้านแม่สุยะ หรือบ้านรุ่งอรุณก็จะเอาไปซ่อนไว้ที่ “ หลุกตอง”  ถ้ำเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บนความลาดชันเหนือยอดเขาสูงหลังหมู่บ้านรุ่งอรุณ

“หลุกตองเป็นชื่อถ้ำเล็ก ๆ  ที่ตั้งอยู่บนเขาสูงกลุ่มผู้ค้ายาให้เป็นสถานที่ซ่อน พวกที่เข้ามาในตอนนั้นคือพวกกลุ่มคนติดอาวุธที่ส่งคนมาแอบแฝงในชุมชน เข้ามาเป็นตัวประสาน  มาใช้คนในชุมชนช่วยแบกช่วยขนยาเสพ” สุเมธ แซ่ย่าง   แกนนำจากบ้านรุ่งอรุณ เล่าถึงสถานการณ์การลักลอบส่งยาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หลังแวะพักที่รุ่งอรุณกลุ่มผู้ค้ายาก็จะออกเดินทางอีกรอบ…เป้าหมายถัดมาคือบ้านกึ๊ดสามสิบ…ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเชาเผ่าลีซอ  หรือ ลีซู  

“บ้านกึ๊ดสามสิบก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ยาจะถูกกระจายออกไป บางทีก็เป็นพ่อค้ายาในพื้นที่มาซื้อไปขายต่อ  ซึ่งไม่เหมือนกับบ้านสันติชลที่อำเภอปายที่จัดว่าเป็นตลาดใหญ่  และเป็นแหล่งพบปะกันระหว่างพ่อค้าต่างเมืองกับผู้ค้าในพื้นที่” จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร  หรือ “หมอเอก”  อดีตหมออนามัยในอำเภอปางมะผ้า ที่วันหนึ่งเปิดหน้าต่างห้องพักออกมาก็พบกับรถ ฮัมวี่ และทหารหลายนายกำลังเดินวนเวียนอยู่รอบหมู่บ้าน

และจากเมืองปาย ยาจะไปไหนบ้างไม่มีใครรู้   หากรู้แต่เพียงพวกมันทะลุทะลวงไปจนถึงชายแดนใต้สุดของประเทศ ไปในหลายจังหวัดในภาคอีสาน  ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ  มันเล็ดลอดเข้าสู่บ้านเรือนผู้คนที่ลูกหลานถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอย่างลำพัง…ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน….ที่บรรดาอนาคตของชาติกำลังร่ำเรียนหนังสืออยู่ในนั้น   

หลังจากที่ปล่อยให้มันบ่อนทำลายชีวิตผู้คนมาเนิ่นนาน ฝ่ายรัฐก็ประกาศสงครามเพื่อสู้รบกับ “ยาเสพติด”  อย่างจริงจัง

นั่นจึงทำให้ตลอดเส้นทางจากบ้านรักษ์ไทย (แม่ออ) บ้านรุ่งอรุณ (แม่สุยะ) ในเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน  ไล่เรื่อยไปจนถึงบ้านกึ๊ดสามสิบในอำเภอปางมะผ้า  และบ้านสันติชลในเขตอำเภอปาย ต่างก็กลายเป็นสมรภูมิย่อย ๆ ไปในทันที

“สมัยที่มียาเสพติดอยู่ในชุมชนนั้นในแย่มาก ๆ   เพราะนอกจากจะมีการค้าขายกันยังทำให้กลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นกำลังอนาคตสำคัญของชุมชนต้องหมดกำลังลง   เวลาขอความเราขอความร่วมมืออะไรก็ยาก พ่อแม่เดือดร้อน ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน หมู่บ้านก็ได้รับความเดือดร้อน …แต่ตัวชาวบ้านเองก็พยายามมาตลอดเหมือนกันที่จะให้ยาเสพติดหมดไปจากหมู่บ้าน  ตัวอย่างของความร่วมมือที่ชัดเจนที่สุดคือ เวลาเจ้าหน้าที่มาขอตรวจชาวบ้านก็จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  แต่หลังจากที่รัฐบาลประกาศสงครามกับยาเสพติด  ผู้ค้าถูกกดดัน มีทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่  เข้ามารักษาความปลอดภัย  สถานการณ์ก็ดีขึ้น”   สุเมธ แซ่ย่าง  แกนนำบ้านแม่สุยะ  หรือ บ้านรุ่งอรุณแหล่งพักยาจุดที่ 2 กล่าวถึงบางสถานการณ์ที่หมู่บ้านอยู่ในเงื้อมเงาของยาร้าย


 

กระบวนการวิจัย

เส้นทางสู่ชุมชนสีขาว

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย “ยาร้าย” เริ่มหายไปจากพื้นเป้าหมายของการกวาดล้าง…แต่หลังจากนั้น “จะทำอย่างไร”  เพื่อให้ชาวบ้านใน 4 พื้นที่เป้าหมายดำรงชีวิตกันอย่างปกติสุขดังเดิมและไม่หวนกลับไปอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของยาร้ายอีกครั้ง  สำคัญกกกว่านั้นคือ… “ทำอย่างไร”  จึงจะให้พวกเขาเป็นกำแพงอันแข็งแกร่งที่คอยปกป้องและคุ้มกันการกลับมาของยาเสพติด….เปลี่ยนจากพื้นที่สีแดงให้กลายเป็นพื้นที่สีขาว… 

“เป็นจังหวะที่ทาง สกว. เข้ามาคุยเรื่องงานวิจัย  พัฒนาความคิด ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ทำให้ชุมชนมีโครงการวิจัย ทำให้ชาวบ้านรู้จักตนเองมากขึ้น” สุเมธ  กล่าวอีกครั้งหลังเข้าในร่วมในโครงการวิจัย รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และวัฒนธรรมโดยชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด บ้านรุ่งอรุณ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน  ที่มี .ต.ปิยะวุฒิ โทสุยะ รอง ผบ.ร.17 พัน.4 จากกองพันทหารราบที่ 173  (ขณะนั้น) เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยร่วมกับชาวบ้านแม่สุยะ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็น 1 ในชุดโครงการ “การสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โครงการวิจัยชุดนี้มี 4 โครงการ 4 หมู่บ้าน  ประกอบด้วย โครงการ : การพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการองค์ความรู้ท้องถิ่นทางด้านสุขภาพ บ้านกึ๊ดสามสิบ อำเภอปางมะผ้า , โครงการ : การเสริมสร้างศักยภาพชุมชนที่เอื้อต่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และวัฒนธรรมชุมชนบ้านรักไทย(แม่ออ) ในอำเภอเมือง  , โครงการ รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และวัฒนธรรมโดยชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด บ้านรุ่งอรุณ อ.เมือง และโครงการ : การแปรรูปอาหารที่บ้านสันติชล อำเภอปาย

“ทั้ง 4 ชุมชนคือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด  โดยเฉพาะช่วงหลังจากการปราบปรามสิ้นสุดสุดลงชาวบ้านไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพัฒนาชุมชนใหม่อย่างไร  จึงหารือกันเป็นการภายในก่อนในระยะแรก ๆ จากนั้นจึงพยายามใช้งานวิจัยเข้ามาหนุนในด้านการจัดการข้อมูล   เพราะฉะนั้น 4 พื้นที่ก็จะมีนักวิจัย 4 คนซึ่งจะทำงานร่วมกับชาวบ้าน   ซึ่งต้องหาแนวทางให้ชุมชนเข้มแข็ง  ให้ชุมชนได้เลือกหนทางที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งด้วยตนเอง โดยใช้งานวิจัยเข้าไปช่วย “ จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร  ผู้ประสานงานในโครงการชุดดังกล่าวได้พยายามฉายภาพให้เห็นถึงความแตกต่าง และ “จุด” ที่จะใช้งานวิจัยไปสร้างกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนทั้ง 4 เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งในอนาคต

ถึงกระนั้นก็ตาม แต่ละพื้นที่ย่อมต้องมีแนวทางและกิจกรรมในการดำเนินงานที่แตกต่างกัน  อาทิ ที่บ้านรักษ์ไทย หมู่บ้านที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว  แต่ที่ผ่านมาชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวจึงวางเป้าหมายไว้ที่การหา “รูปแบบ” การจัดการท่องเที่ยวเพื่อจะเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับที่บ้านแม่สุยะ หรือ “รุ่งอรุณ” นั้น  เป็นหมู่บ้านครอบครัวอดีตทหารจีนคณะชาติที่อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2593-2504  ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีลักษณะเด่นคือ มีภูเขาหินที่เกิดจากการสลายตัวของภูเขาไฟในอดีต มีลำห้วยแม่สุยะไหลผ่านไปบรรจบกับลำน้ำของและไหลลงสู่ลำน้ำปาย  มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติและวิถีชีวิตของชนเผ่าจีนยูนนานและชนเผ่าไต รวมทั้งเป็นเส้นทางสู่น้ำตกซู่ซ่า ตอลดจนมีสถานที่ฝึกสมาธิชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ที่วัดถ้ำวัวสุญญตา  ซึ่งเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นแรงผลักให้ชุมชนต้องการศึกษาแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพและความสามารถของชุมชนในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรมด้วยตนเอง

ส่วนที่บ้านกึ๊ดสามสิบ เป็นหมู่บ้านของชาวไทยภูเขาเผ่าลีซู มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ยังคงรูปแบบของชาวลีซูดั้งเดิม ทั้งในด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี รวมถึงการปฏิบัติตนในด้านการรักษาพยาบาล โดยยังใช้ความรู้เดิม หรือภูมิปัญญาของชนเผ่าและยาสมุนไพรมาผนวกกับพิธีกรรม/ประเพณีที่มีนัยในการบำบัดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ มาใช้ในการบำบัดรักษา เพราะฉะนั้นโจทย์วิจัยของหมู่บ้านแห่งนี้คือ  ชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าลีซูจะมีรูปแบบการพัฒนาศักยภาพในการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านสุขภาพของตนเองให้คงอยู่ในสภาวการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร


และที่บ้านสันติชลซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอปาย  อำเภอที่ท่องเที่ยวกำลังบูมสุดขีด ชาวบ้านได้ตระหนักดีว่า องค์ความรู้ด้านการแปรรูปอาหารของจีนยูนนานกำลังจะสูญหาย  เพราะฉะนั้นที่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการทำก็คือ  “ค้นหาองค์ความรู้” ในการแปรรูปอาหารของจีนยูนนานเพื่อที่จะนำเอาองค์ความรู้ที่ค้นพบไปรองรับการท่องเที่ยวที่กำลังจะเติบโตขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันก็เอาองค์ความรู้ชุดดังกล่าวไปหนุนเสริมให้แก่บ้านรักไทย และบ้านรุ่งอรุณซึ่งมีเชื้อสายจีนยูนนานด้วยกัน

จะเห็นว่าในแต่ละพื้นที่มีเป้าหมายที่แตกต่างกัน หากเป้าหมายร่วมก็คือ การทำลายระบบเครือข่ายยาเสพติดที่อาจหวนกลับมาหากชุมชนเริ่มอ่อนแอลง  

“เพราะเราวิเคราะห์กันแล้วว่า  4 จุด หรือ 4 หมู่บ้านนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่อาจจะทำให้ยากลับมา ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขของระบบอิทธิพลภายนอก และภายในประเทศ ระบบการจัดวางคนในพื้นที่ที่เหมาะสมของเครือข่ายยาเสพติด  ระบบชนเผ่าและเครือญาติ  ซึ่งจะเห็นได้ว่าจีนยูนนานกับลีซอ จะเป็นเครือญาติกัน แล้วก็จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติดในเรื่องของการค้าค่อนข้างที่ชัดเจน” หมอเอกสรุปบทวิเคราะห์พร้อมกับพยายามชี้ให้เห็นว่านอกเหนือจากความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติอันเป็นจุดแข็ง  แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ยาเสพติดเข้ามาได้ง่ายขึ้น

ทั้งหมดคือความพยายามของชาวบ้านที่จะลุกขึ้นมาสร้าง “กำแพง”  ขวางการเดินทางของยาร้ายที่อาจจะกลับเข้ามาทำร้ายลูกหลานของพวกเขาอีกครั้งในอนาคต…ก็เป็นได้ 

--------

ปัจจุบัน ทั้ง 4 หมู่บ้านมีนักท่องเทียวเข้าไปเยี่ยมชมอย่างคึกคักตลอดทั้ง ปี โดยเฉพาะที่บ้านสันติชลที่อำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน งานวิจัยว่าด้วยการรื้อฟื่นอาหารจีนยูนนาน สร้างสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้ชาวบานมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  นับเป็นการสร้าง “มูลค่า” ให้กับสิ่งทีมีคุณค่าอย่างแท้จริง 

++++++++

 

Comments
* The email will not be published on the website.