เมื่อนักวิจัยมหาวิทยาลัยหลงรักนักวิจัยบ้านๆ


07 Mar
07Mar

เมื่อนักวิจัยมหาวิทยาลัยหลงรักนักวิจัยบ้านๆ


วรงศ์ นัยวินิจ

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


“จับพลัดจับผลู” น่าจะเป็นคำเริ่มที่ดีสำหรับงานเขียนนี้ เพราะมันน่าจะบรรยายลักษณะการเข้าร่วมงานวิจัยการพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มให้เกิดประสิทธิภาพของกลุ่มเกษตรชลประทานระบบท่อ ตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ของผมได้ค่อนข้างชัดเจน 

จุดเริ่มต้นอยู่ที่ผมได้รับมอบหมายจากทางมหาวิทยาลัยให้เข้าร่วมงานประชุมระดมสมองและจับกลุ่มความร่วมมือระว่าง 4 ฝ่าย (ที่เรียกกันสั้นๆ ว่างานวิจัย MOU 4 ฝ่าย: อบจ. มหาวิทยาลัย ชุมชน และ สกว.) จัดที่ มรภ. อุบลราชธานี บรรยากาศงานวันนั้นเท่าที่จำได้ (เพราะมันผ่านมาหลายปี) มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งตัวแทนชุมชน จนท. อบจ. คณาจารย์จาก มรภ.อุบล และ ม.อุบล และนักวิจัยของ สกว. รวมทั้งผู้ประสานงานหลักงานวัยท้องถิ่นของอุบล (ที่ผมมาเรียนรู้ว่ากลุ่มนี้เรียกง่ายๆ ว่า โหนด มาจากภาษาอังกฤษว่า Node ในกรณีงานวิจัยชุดนี้ โหนดเป็นบุคลากรของ Nature Care Foundation) 

ก่อนการประชุมระดมสมองมีการจับกลุ่มความร่วมมือและทำความรู้จักกัน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมพบกับแม่วันเพ็ญจากชุมชนบุ่งมะแลง และหัวหน้าสถิตย์จากฝ่ายแผนของ อบจ. อุบล ซึ่งเราทั้งสามคนและตัวแทนชุมชนบุ่งมะแลงคนอื่นนั่งโต๊ะเดียวกันตลอดการประชุม และต้องยอมรับว่าหลังประชุมผมก็ยังไม่เข้าใจรูปแบบการบริหารจัดการงานวิจัยที่มี 4 ฝ่ายที่มีความแตกต่างกันในหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องภารกิจประจำ หลักการคิด ความเชี่ยวชาญ ฯลฯ รวมทั้งวิธีการวิจัยแบบ Community-Based Research: CBR (ทั้งการบริหารจัดการ MOU 4 ฝ่ายและ CBR  ผมก็มาเรียนรู้เพิ่มเติมทีหลังครับ) สิ่งที่ได้จากงานประชุมคือประเด็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำชลประทานระบบท่อ ที่ตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี

ด้วยการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือผมอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของตัวเอง หลังการประชุม ผมก็เข้าใจโดยสุจริตว่าบทบาทของผมคือที่ปรึกษางานวิจัย ผมก็สรุปแบบง่ายๆ ตามนิยามที่ปรึกษาคือ ถ้าผู้ปฏิบัติงานมีปัญหาก็คงมาขอความคิดเห็น ดังนั้นจึงไม่ได้ติดต่อกับ 3 ฝ่ายที่เหลืออีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคณะบุคคลมาพบผมที่คณะเกษตรศาสตร์ ประกอบไปด้วย คุณติ๋ว (อบจ. อุบล) คุณแตน (อบจ. อุบล) และแม่วันเพ็ญ (หัวหน้าโครงการฝ่ายชุมชน) ซึ่งก็เป็นสองฝ่ายหลักในคณะวิจัยร่วม 4 ฝ่าย ทั้งสามคนเดินขึ้นมาพบผมที่ห้องทำงานชั้นสาม และมีอาการเหนื่อยเล็กน้อย ยกเว้นแม่วันเพ็ญ จากนั้นก็เริ่มอธิบายงานวิจัยอย่างละเอียดและแจ้งปัญหาที่พบ ผมเลยถึงบางอ้อ ว่า “เฮ้ย…..นี่ตรูก็เป็นฝ่ายหลักใน 4 ฝ่ายนะ” 

วรงศ์ นัยวินิจ


หลังจากการพูดคุยอย่างออกรสออกชาติ ผมก็กลับไปอ่านรายละเอียดงานวิจัย มันบังเอิญที่ว่างานวิจัยนี้ซ้อนทับพื้นที่งานวิจัยที่ผมกำลังจะทำเสร็จในเวลานั้น (อ่านเพิ่มเติมได้จาก วรงศ์ นัยวินิจ, และ ผ่องฉวี จันทร์เทศ. (2557). การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วยกระบวนการสร้างแบบจำลองร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: กรณีความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการทรัพยากรธรรมชาติป่าบุ่งป่าทามกับความมั่นคงทางอาหาร. คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, อุบลราชธานี.) องค์ความรู้และข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับระบบเกษตรจึงนำมาประยุกต์ใช้ได้ ตรงนี้เลยได้เปรียบเล็กน้อยเพราะมีความเข้าใจความซับซ้อน (Complexity) ของระบบเกษตรในพื้นที่บุ่งมะแลงในระดับหนึ่ง

สำหรับการลงพื้นที่จริง ถ้าจำไม่ผิดครั้งแรกนั้นเป็นการออกไปทำแผนกิจกรรมงานวิจัยร่วมทั้งชี้แจงระเบียบวิธีการใช้จ่ายทุนวิจัยกับกลุ่มเกษตรชลประทานระบบท่อ ตำบลบุ่งมะแลง และมีโอกาสออกสำรวจพื้นที่เกษตรที่ใช้ชลประทานระบบท่อ (ลงทุนโดย อบจ. แต่ดูแลรักษาโดยกลุ่มผู้ใช้น้ำ) โดยที่โหนดหรือศูนย์ประสานงานฯ เป็นผู้ประสานและดำเนินการ นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้พูดคุยกับทุกกลุ่มในพื้นที่จริง เห็นพื้นที่จริง ทำให้คิดว่า จริงๆ แล้วเกษตรกรก็ไม่น่าจะขาดน้ำใช้สำหรับการเกษตรนี่น่า ถ้าจะมีก็จะเป็น 3 กลุ่ม (จากทั้งหมด 5 กลุ่ม) ที่อาศัยบึงบรรจงเป็นแหล่งน้ำหลักอาจจะมีแนวโน้มน้ำไม่พอใช้ แต่ที่คุยกันน้ำก็เหลือใช้อยู่พอสมควร ปัญหาที่ตั้งไว้ว่าจะต้องปรับปรุงระบบชลประทานเชิงกายภาพน่าจะผิดทาง ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 12 ตุลาคม 2555 คณะวิจัยจึงใช้การค้นหาปัญหาที่เรียกว่า PARDI (Problem-Actors-Resources-Dynamics-Interactions) มาใช้เพื่อค้นหาปัญหา (Problems) ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรสาธารณะในที่นี้คือน้ำ (Resource) ว่ามีใครที่มีส่วนได้เสียกับการใช้ทรัพยากรสาธารณะ (Actors) และทรัพยากรสาธารณะนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (Dynamics) เพราะอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงต่อผู้มีส่วนได้เสียและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร (Interactions) จากนั้นร่วมกันวิเคราะห์กำหนดปัญหาที่ทางกลุ่มสามารถดำเนินการแก้ไขได้ด้วยตัวเองไม่ต้องรอการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกมากนัก (โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านงบประมาณ) โดยเห็นร่วมกันว่าแนวทางแก้ปัญหาการใช้น้ำที่ทางกลุ่มเกษตรกรชลประทานระบบท่อสามารถดำเนินการได้ทันที และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ คือการปรับปรุงด้านการบริหารจัดการน้ำโดยกลุ่มผู้ใช้น้ำเอง โจทย์งานวิจัยจึงปรับเปลี่ยนไปสู่ “โครงการการพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มให้เกิดประสิทธิภาพของกลุ่มเกษตรชลประทานระบบท่อ ตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี” ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนคนให้เกิดศักยภาพในการจัดการน้ำที่หยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป (Adaptive management capacity)  ไม่ใช่พยายามปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ผลของกิจกรรมวันนั้นอีกอย่างคือ เราพบเพชรเม็ดงามที่น่าจะเป็นผู้นำกลุ่มที่ดีได้ นั่นคือ พ่อเชียร ที่เป็นกำลังสำคัญอีกคนตลอดกระบวนการวิจัย และกลายเป็นประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานระบบท่อคนแรกเมื่องานวิจัยเสร็จสิ้น

หลังจากโจทย์วิจัยชัด เหมือนเมฆหมอกมันจางลงก็เริ่มมองเห็นทางเดิน ทางคณะวิจัยได้จัดกิจกรรมกลุ่มอีกหลายครั้งโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกคนที่เกี่ยวข้องและเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นทั้งแบบชัดเจน (Explicit knowledge) เช่น การใช้ภาพถ่ายทางอากาศระบุข้อจำกัดและโอกาสเชิงกายภาพของกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานระบบท่อ และแสดงความคิดเห็นที่เป็นแบบรู้ลึกหรือกระบวนการตัดสินใจซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถได้จากการสอบถาม (Implicit knowledge) แต่ต้องดึงออกมาด้วยการให้เกิดอันตรกิริยา  กับคนอื่นร่วมกับการกำหนดสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปผ่านเครื่องมือวิจัยที่เรียกว่าเกมสวมบทบาทสมมุติ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก วรงศ์ นัยวินิจ, วันเพ็ญ สุวรรณา, สถิตย์  เสนา, และ ดวงมณี นารีนุช.  (2558). กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้ำให้สามารถบริหารจัดการน้ำชลประทานระบบท่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำชลประทานระบบท่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี.   วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่.   7:  4-18.)

การมีส่วนร่วมในการการแลกเปลี่ยนความรู้ตลอดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันด้วยการใช้เครื่องวิจัยที่หลากหลาย น่าจะกลายเป็นประกายไฟจุดติดกับภาวะวิกฤติเรื่องการจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพที่เป็นเสมือนแก๊ส LPG ให้เกิดการระเบิดจากภายในของกลุ่มผู้ใช้น้ำ ก่อให้เกิดปรับเปลี่ยนทัศนคติการบริหารจัดการน้ำที่ต้องเคารพกฎกติกาอย่างเคร่งครัดและที่สำคัญจะต้องช่วยเหลือแบ่งปันกัน ทัศนคติที่เปลี่ยนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมหลายอย่าง และที่สำคัญผลนั้นไม่ได้หยุดแค่วันที่ส่งรายงานการวิจัย มันต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ดูได้จากพัฒนาการที่เกิดขึ้น จากกลุ่มผู้ใช้น้ำ 5 กลุ่ม เพิ่มมาเป็น 8 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งตำบลในปี 2559 และงานกุศโลบายบุญกองข้าวเพื่อระดมเงินเข้ากลุ่มและเป็นงานคืนสู่เหย้าของคณะวิจัย (แม่วันเพ็ญโทรมาชวนไปร่วมงานทุกปี ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ ปีหน้ามีแนวโน้มอาจจะได้มันเทศญี่ปุ่นที่แม่วันเพ็ญทดลองปลูกติดไม้ติดมือมาด้วย) งานบุญกองข้าวกลายเป็นกิจกรรมประจำปีที่ทุกเดือนพฤษภาคม ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานระบบท่อ ตำบลบุ่งมะแลงจัดขึ้น และได้ดำเนินงานติดต่อกันมาตั้งแต่งานวิจัยจบ 

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งของงานวิจัย ผม หัวหน้าสถิตย์ และโหนดอุบล เลยสนิทกับเกษตกรในชุมชนบุ่งมะแลง กลายเป็นลูกหลาน กลายเป็นพี่น้อง กลายเป็นสมาชิกของชุมชน (อันนี้จริงนะครับ เพราะผมและหัวหน้าสถิตย์ปัจจุบันนี้ยังถือหุ้นการออมทรัพย์ของกลุ่มอยู่คนละ 500 บาท) มีปัญหาอะไรที่ทางกลุ่มคิดว่าผมหรือหัวหน้าสถิตย์ช่วยได้ก็จะติดต่อมา โดยเฉพาะเรื่องทางวิชาการ และด้านนโยบาย แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะแก้ปัญหากันเองได้ครับ ถามว่าชุมชนแก้ไขยังไง ก็ใช้กระบวนการวิจัยและเครื่องมือวิจัยที่เรียนรู้มานั่นแหละครับ ถามว่าแล้วรู้ได้ไงว่าชุมชนยังคงใช้สิ่งที่ได้จากกระบวนการวิจัย ประเด็นนี้รับทราบโดยบังเอิญในวันที่ สกว. ส่วนกลางมาเยี่ยมชมกลุ่มเกษตรชลประทานระบบท่อ ตำบลบุ่งมะแลง ระหว่างการพูดคุยสอบถามอย่างสบายๆ โดยมีตัวแทนกลุ่มเป็นผู้ดำเนินการ มีแม่ใหญ่ท่านหนึ่งหันมาคุยกับผมแล้วบอกว่าท่านเอาเกมที่เล่นกันไปใช้กับเพื่อนบ้าน ผมก็คิดว่าคงยืมเครื่องมือซึ่งทางโหนดส่งมอบให้กลุ่มไว้ไปใช้ (กระดานเกม ปฎิทินการเล่นเกม หมุด ฯลฯ) ผมก็เลยถามไปว่ามันไม่ยุ่งยากเหรอครับของใช้เล่นเกมมันเยอะ แถมมีโปรแกรมคำนวณในคอมพิวเตอร์อีก ท่านบอกว่าไม่ได้ใช้ของพวกนั้น ใช้กิ่งไม้ ใบไม้ เศษวัสดุที่บ้านแทน โห….อะเมซิ่งมากครับ แม่ใหญ่กลายเป็นจอมยุทธ์เจ้ายุทธภพใช้กิ่งไม้เป็นกระบี่ได้เลย 


ว่ากันจริงๆ แล้ว กระบวนการวิจัยแบบที่ร่วมกันคิดร่วมกันทำนี้ (Co-learning process among multi-actors) มันเป็นไปตามแนวทางการพัฒนาของในหลวงนะครับคือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แล้วเข้าใจตรงไหน ในกรณีนี้ก็คือเข้าใจระบบเกษตรและกระบวนการตัดสินใจของทุกฝ่าย โดยทุกฝ่ายได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนคติและภาพของระบบที่ตัวเองอยู่อาศัยใช้ทำมาหากิน เป็นภาพความคิดของตัวเอง (Mental model) กับคนอื่นๆ แล้วค่อยๆ สร้างภาพรวมของระบบร่วมกันเข้าใจร่วมกัน (Shared representation) และยังเป็นการบูรณาการความรู้ทางวิชาการ (มหาวิทยาลัย และโหนดอุบล) และด้านนโยบาย (อบจ. อุบล) เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อสร้างความเข้าใจเป็นกระบวนการที่ใช้เวลามาก ระหว่างดำเนินการก็เลยทำให้เกิดการเข้าถึงคนในชุมชน ทำให้มีความเชื่อใจเชื่อมั่นต่อกันและกัน (Trust building) เมื่อเกิดความเข้าใจร่วมกัน เชื่อมั่นกัน การร่วมกันพัฒนาก็ตามมา และกลายเป็นผลรูปธรรมของงานวิจัยนี้ นอกจากนี้ความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of ownership) ก็เกิดขึ้นเพราะร่วมกันคิดร่วมกันทำตั้งแต่ต้น นำไปสู่การยอมรับรูปแบบการพัฒนาและแผนกลยุทธ์วางไว้ (Collective agreement) แล้วร่วมกันทดลองใช้ (Collective actions)

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ ในมุมมองของผมที่เป็นนักวิชาการ นอกจากได้ทำผลงานวิจัยทั่วไปไม่ว่าจะรูปแบบรายงาน การเผยแพร่ในงานประชุมวิชาการ หรือการตีพิมพ์ในวารสาร ผมยังได้รับสิ่งที่ไม่ได้จากงานวิจัยแบบเน้นวิชาการนั่นคือ ความอิ่มเอมใจที่ได้ญาติสนิทมิตรสหายเพิ่มขึ้น จำนวนมากระดับตำบลเลยนะครับ สมมุติว่าถ้าในอนาคตเกษตรกรอุบลปรับตัวไปปลูกพืชพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันที่ใช้ภูมินิเวศเดียวกับพื้นที่ปลูกข้าว เกษตรกรปลูกข้าวแค่พอกินพอใช้ในครัวเรือน ผมเองปลูกข้าวไม่เป็นแต่คิดว่าไม่อดข้าวแน่ๆ เพราะเชื่อว่าพ่อใหญ่แม่ใหญ่ พี่น้องของผมที่บุ่งมะแลงจะปลูกข้าวเผื่อให้ผมด้วย เพียงแต่ถ้าเรื่องสมมุติเป็นจริงผมขอข้าวมากกว่าที่เคยได้ในงานบุญกองข้าวนะครับ

สุดท้ายนี้ผมต้องขอบคุณทุกฝ่าย ขอบคุณคุณติ๋ว คุณแตน และแม่วันเพ็ญที่มาเคาะประตูบ้านแจ้งว่าบทบาทของผมคืออะไร ขอบคุณทางมหาวิทยาลัย (อาจารย์อินทิรา) ที่มอบหมายงานนี้ ขอบคุณหัวหน้าสถิตย์ที่ช่วยกระตุ้นผู้เข้าร่วมงานวิจัย ใช้วิธีทั้งปลอบทั้งขู่กลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อให้สามารถดำเนินงานวิจัยจนสุดทาง รวมทั้งยังให้ความช่วยเหลือกลุ่มอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้ ขอบคุณทีมโหนดอุบล (พี่หยูก มิกซ์ กล้า) ที่ประสานงานมือเป็นระวิง สมองหมุนติ้วๆ เพื่อถ่ายทองความรู้ที่จำเป็นให้กับคณะวิจัย และทั้งผลักทั้งดันให้ทำงานกันจนงานสำเร็จเสร็จสิ้น ขอบคุณพ่อใหญ่แม่ใหญ่ พี่น้อง เหล่าจอมยุทธ์แห่งบุ่งมะแลงที่ไม่ท้อถอยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และยังนำไปใช้ต่อยอดในวิถีชีวิตประจำได้อีกด้วย โดยเฉพาะแม่วันเพ็ญที่กลายเป็นนักวิจัยเต็มตัวโดยกำลังทดลองเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชหลายอย่างในที่ดินของตัวเอง และตั้งใจจะทำเป็นต้นแบบให้คนอื่นๆ ได้เห็น  ขอร่วมยินดีกับพ่อเชียรที่ได้รับความไว้วางใจเป็นผู้นำกลุ่มอีกสมัย ดีใจที่ปีนี้เทศบาลบุ่งมะแลงเข้ามาให้ความช่วยเหลือเติมเต็มในสิ่งที่ทางกลุ่มต้องการ ในท้ายสุดนี้ผมยังยืนยันว่าได้ทำงานวิจัยนี้แบบ “จับพลัดจับผลู” แต่เป็นการจับพลัดจับผลูที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

+++++

Comments
* The email will not be published on the website.