“หมอกควันไฟป่า” คลี่คลายได้ “แต่ต้องช่วยกัน”


14 Mar
14Mar


“หมอกควันไฟป่า” คลี่คลายได้  “แต่ต้องช่วยกัน”



หมอกควัน - ไฟป่า ปัญหาคลาสสิคซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาแนวทางและวิธีแก้ไขกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งการรณรงค์ การกำหนดโทษ กระทั่งร้องขอ แต่จนถึงวันนี้ หมอกควันก็ยังไม่จางลงแต่อย่างได ซ้ำหลายพื้นที่พบฝุ่นควันปกคลุมหนาแน่น วัดได้เกินค่ามาตรฐานในทุก ๆ พื้นที่

แต่ที่บ้านขอ อ.เมืองปาน จ.ลำปาง หลังจากใช้กระบวนการวิจัยลงไปทำงานกับชุมชน พบว่า แต่เดิมเคยพบ hot spot มากกว่า 70 จุด ปัจจุบันเหลือเพียง 10 จุด ผลสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

และสิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนบ้านขอพิสูจน์แล้วว่า “หมอกควันไฟป่า” คลี่คลายได้  “แต่ต้องช่วยกัน”

ใครต้องช่วยบ้าง  

ถ้าจะให้ถอดบทเรียนความสำเร็จของคนบ้านขอนั้น ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจาก “การมีส่วนร่วม” ของทุก ๆ ฝ่าย ตั้งแต่ระดับชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ส่วนราชการในพื้นที  ผู้บริหารท้องถิ่น องค์กรวิจัย

ส่วนกระบวนการที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้น  คนที่ต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญคือ ผู้นำชุมชน ในที่นี่คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ต้องเห็นว่า “หมอกควัน” คือ ปัญหาต้องเร่งแก้ไข

ผู้นำเห็นปัญหา...สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ “การทำความเข้าใจกับลูกบ้าน”


ที่บ้านขอ  ผู้ใหญ่บ้านมีโอกาสไปนั่งฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานป้องกันไฟป่า และลดหมอกควัน ของทีมวิจัยชาวบ้านที่บ้านดง อ.สบปราบ จังหวัดลำปาง ซึ่งประสบความสำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงนำเอาแนวคิดและรูปแบบดังกล่าวมาหารือในที่ประชุมตำบล เพื่อขอประชามติร่วมกันในการป้องกันปัญหาหมอกควัน
เมื่อที่ประชุมมมิติเห็นดีเห็นงาม จึงแบ่งบทบาทของผู้นำแต่ละหมู่บ้านให้ไปทำความเข้าใจกับลูกบ้านของตนเอง

โดยการใช้การพูดคุยในทุกวาระ ตั้งแต่การประชุมเป็นทางการอย่างการประชุมประชาคมหมู่บ้าน การพูดคุยในงานบุญงานแต่ง งานศพ เนื้อหาของการพูดคืออธิบายให้เข้าใจถึงผลกระทบ เช่น หากป่าหมด รายได้ก็จะหดหายไปด้วย  หรือแม้แต่การเผาป่า จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร ซึ่งการพูดคุยซ้ำๆ หลายครั้งอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยจะทำให้ชาวบ้านเห็นภาพ และเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น

อีกหน่วยงานที่ต้องเข้ามามีบทบาทคือ ภาครัฐ กรณีบ้านขอ เจ้าหน้าที่รัฐที่มามีบทบาทสำคัญต่อเรื่องนี้คือ ปลัดอำเภอที่ทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย

บทบาทของปลัดอำเภอเมืองปาน ไม่ต่างไปจากบทบาทของกำนันผู้ใหญ่บ้าน กล่าวคืออธิบายให้เห็นผลกระทบจากหมอกควันและไฟป่า แต่จะมีภาษีก็คือชาวบ้าน “รับฟัง” มากกว่า และเห็นคล้อยตามมากกว่า  และที่บ้านขอนอกจากการทำความเข้าใจ ปลัดอำเภอยังใช้กุศโลบายแบบโบราณคือ “ดื่มน้ำสาบาน”  ด้วยการนิมนต์พระมาเทศน์ก่อนเร่ิมต้นการประชุมเพื่อหาแนวทางป้องกันการเผาป่าเพื่อลดหมอกควัน จากนั้นให้พระสงฆ์ปลุกเสกน้ำมนต์  แบ่งให้ผู้ใหญ่บ้านแต่ละบ้านนำไปเทลงในถังประปาชุมชน ซึ่งทุกคนได้สาบานร่วมกันแล้วว่าจะ “เลิก” เผาป่า หากใครเผาขอให้มีอันเป็นไป ใครปฏิบัติตามก็ขอให้เจริญรุ่งเรื่อง
และจากวันที่ดื่มนำ้สาบานจนถึงวันนี้พบว่ายังไม่มีใคร “มีอันเป็นไป”

อีกหน่วยงานคือ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” คือ ซึ่งที่อบต.บ้านขอเข้ามาสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันไฟป่า สถานที่จัดประชุมเมื่อมีวาระต้องการประชุมเร่งด่วน

ด้านองค์กรวิจัยอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท่องถิ่น นอกจากสนับสนุนงบประมาณด้านทำงานวิจัย ยังให้แนวคิด เครื่องมือ และขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย อาทิ กระบวนการเก็บข้อมูลป่าไม้ของชุมชน สัดส่วนป่าแต่ละชนิด จำนวนตัวเลขรายได้จากป่า ซึ่งเป็นอย่างมากต่อการนำไปอธิบายลและพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้าน

นอกจาก “ความร่วมมือ” ของทุกฝ่าย ที่บ้านขอก็มี “กลไก” การทำงานที่เข็มแข็ง

ซึ่งหลังจาก “ลดหมอกควัน” ได้เป็นที่น่าพอใจ สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านมองต่อคือเรื่อง “ความยั่งยืน” เพราะหากไม่มีระบบติดตาม ไฟป่าอาจจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้

กลไกดังกล่าวคือ “คณะกรรมการป้องกันไฟป่า"  ที่ี่มีชาวบ้านและผุ้นำชุมชนเป็นคณะทำงาน มีหน่วยงานรัฐ อย่างอำเภอ ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดเป็นกองหนุนทั้งด้านงบประมาณและความรู้ และกลไกยังกำหนดกติการ่วมกันในการป้องกันไฟฟ้าไม่ให้กลับมาเกิดซ้ำ มีชุดลาดตระเวนที่คัดเลือกจากชาวบ้านที่เข้าไปเก็บของป่าเป็นประจำซึ่งช่วยให้เกิดการลักลอบเผาไฟป่าลดปริมาณลงจนเหลือ ศูนย์

ทุกวันนี้,ความเร็จที่บ้านขอกำลังจะขยายไปสู่ระดับอำเภอ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ลดหมอกควันทั้งจังหวัด

Comments
* The email will not be published on the website.