สามเสาอาเซียนแข็งแกร่งได้ด้วยงานวิจัย


26 Jun
26Jun

สามเสาอาเซียนแข็งแกร่งได้ด้วยงานวิจัย

อรอนงค์  พลอยวิเลิศ[1]

รุ่งวิชิต  คำงาม[2]

 

  

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเปิดประชาคมอาเซียน จะทำให้เกิดผลดีต่อประเทศสมาชิกทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม ปัจจุบัน มีความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนงานของแต่ละประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาพแสดงลักษณะการแต่งตัว ภาษาและธงประจำชาติของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน แสดงให้เห็นจนชินตาในสถานที่ราชการต่างๆ แต่หากลองพิจารณาดูอย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่าการเปิดประชาคมอาเซียนทำให้มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจถูกปลดล็อคด้วยการเอื้อภาษีแก่ผู้ค้าและนักลงทุน แต่การรับรู้และความเข้าใจของประชาชนยังสวนทางกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายของประชาคมอาเซียนด้านการเมือง ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการดำเนินงานมุ่งเน้นที่ส่วนราชการ ความมุ่งหวังที่ต้องการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นเจ้าของประชาคมที่จะสร้างขึ้นร่วมกันจึงเกิดขึ้นได้น้อย 

  

แม้ว่าจะมีการระบุไว้ในเป้าหมายของการเปิดประชาคมอาเซียนย่างชัดเจน เกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงในภูมิภาคที่จะต้องดำเนินการทั้งด้านกายภาพ คือ การพัฒนาเส้นทางคมนาคม ทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ ตลอดจนเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการติดต่อค้าขาย การท่องเที่ยว และการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชน นอกจากนั้น ยังต้องให้ความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมโยงในเชิงจิตวิญญาณ คือ การทำให้ประชาชนในภูมิภาคมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและตระหนักถึงการเป็นประชากรของอาเซียนร่วมกัน ภายใต้ความหลากหลายในด้านเชื้อชาติและศาสนา1 ในขณะที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ชายแดน รอคอยการเปิดประชาคมอาเซียน ด้วยความหวังเล็กๆ ว่าการเดินทางไป-มาระหว่างประเทศจะทำได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะชุมชนชายแดนไทยและกัมพูชา

  

ปัจจุบัน ภายใต้การเปิดประชาคมอาเซียน รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงทั้งสองประเทศมีความพยายามรื้อฟื้นและเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนสองฝั่งให้กลับมาแน่นแฟ้น ซึ่งเป็นความหวังใหม่ของชุมชนทั่งสองประเทศจะได้มีโอกาสไปมาหาสู่ ญาติพี่น้องไทย-กัมพูชาที่ห่างเหินกันมานานแต่รุ่นพ่อแม่ ให้กลับฟื้นคืนมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้วางใจกัน บนฐานความเป็นพี่น้องเครือญาติให้กลับฟื้นคืนมามีชีวิตชีวามีความแน่นแฟ้นเป็นพลังร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นข้ามแดนภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงปัจจุบันและการเป็นประชาคมอาเซียนร่วมกัน แต่ความตึงเครียดและความหวาดระแวงต่อความมั่นคงของประเทศยังคงแสดงออกอย่างชัดเจนจากระบบการข้ามพรมแดนของชาวบ้านที่เข้มงวดเป็นอย่างมาก ในขณะที่การเปิดประชาคมอาเซียนทำให้กลุ่มนายทุน พ่อค้า นักธุรกิจ ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางระหว่างประเทศ แต่ชาวบ้านที่รอคอยการกลับไปหาญาติพี่น้องที่ถูกตัดขาดมานานกว่า 40 ปี กลับยังคงทำได้อย่างยากลำบากและดูเหมือนว่าจะยากกว่าตอนที่ยังไม่มีการเปิดประคมอาเซียนด้วยซ้ำ


  

ชุมชนชายแดนไทยและกัมพูชาที่อาศัยอยู่ระหว่างแดนต่อแดนของเทือกเขาพนมดงแร๊กทั้งสองฝั่ง เริ่มตั่งแต่ช่องผ่านแดนผ่อนปรนช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และ อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ถึงช่องผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย “ชุมชนทั้งสองฝั่งที่อาศัยอยู่ระหว่างแดนต่อแดนนี้เป็นพื้นที่วัฒนธรรมเดียวกันเพียงแต่ถูกขีดเส้นแบ่งบนฐานคิดความเป็นรัฐชาติแบ่งแยกให้อยู่คนละประเทศ” แม้ว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ชุมชนตามแนวชายแดนไทยและกัมพูชาถูกแยกออกจากกันด้วยเส้นแบ่งเขตแดน แต่การแบ่งแยกผู้คนจากเส้นขีดแบ่งความเป็นรัฐชาติไม่สามารถแยกความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นของผู้คนได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์เครือญาติ เสี่ยว(เกลอ) มีวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดียวกัน ซึ่งเป็นสายใยความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดที่เป็นจิตวิญญาณเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงถึงกัน

  

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเปิดโอกาสให้ชาวบ้านชุมชนบ้านด่านกลาง ตำบลภูผาหมอก อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือในการสืบค้นหาเครือญาติ ภายใต้โครงการวิจัย “การฟื้นฟูความสัมพันธ์กลุ่มเครือญาติข้ามแดนของชุมชนท้องถิ่นชายแดนไทย – กัมพูชา กรณีศึกษา : บ้านด่านกลาง ตำบลภูผาหมอก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย กับบ้านเวียลโป ตำบลจอมกระสานต์ อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ราชอาณาจักรกัมพูชา” ทำให้ชุมชนทราบประวัติศาสตร์ความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อความสัมพันธ์ของชุมชนทั้งสองประเทศ ทั้งความสัมพันธ์ด้านความเชื่อ ความสัมพันธ์ด้านการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้ แหล่งน้ำ ความสัมพันธ์เรื่องเสี่ยวหรือเกลอและความสัมพันธ์การค้าขายข้ามแดน ซึ่งบ้านด่านกลางและบ้านเวียลโปเป็นกลุ่มเครือญาติที่มีความสัมพันธ์กันเหนียวแน่นตั้งแต่อดีต ทั้งความเป็นเครือญาติตามสายโลหิตและเครือญาติเสมือนที่พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีการข้ามไป-มาหาสู่กันผ่านช่องผ่านแดนธรรมชาติ ซึ่งกระบวนการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยช่วยให้ชุมชนทั้งสองฝั่งตระหนักถึงคุณค่าและจิตวิญญาณความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ ชุมชนเกิดความมั่นคงทางจิตใจและไว้วางใจกัน อีกทั้ง ทีมวิจัยชาวบ้านยังสามารถเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนชายแดนไทย-กัมพูชา และช่วยให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งสองประเทศสามารถทำงานร่วมกันได้โดยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้กับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ในการพัฒนาหมู่บ้านคู่ขนานตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจังหวัดศรีสะเกษ2

 


“งัยจุม เหญียดสันดาล บองปะโอน ไทย-กัมพูชา บ้านด่านกลาง - ภูมิเวียลโป” หรือแปลเป็นไทยว่า "วันรวมเครือญาติ พี่น้องไทยกัมพูชา บ้านด่านกลาง - ภูมิเวียลโป" เป็นปฏิบัติการของชุมชนต่อชุมชนที่ถูกจัดขึ้นจากข้อมูลความรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นความต้องการของทีมวิจัยและชุมชนทั้งสองฝั่งที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กลุ่มเครือญาติข้ามแดนไทย – กัมพูชา โดยมุ่งหวังให้ญาติพี่น้องที่พลัดพรากกันมานานได้เจอกันและพูดคุยแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่และและวัฒนธรรมที่เลือนหายไปเพื่อเป็นแนวทางในการรื้อฟื้นสายใยความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเครือญาติที่อาศัยอยู่ระหว่างแดนต่อแดนให้กลับมามีชีวิตร่วมกันในอนาคต รวมทั้งยังมุ่งหวังให้ลูกหลานได้รู้จักและสนิทสนมกัน เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน โดยมีกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญ ผูกแขน แซนไหว้ผีบรรพบุรุษ มอบอุปกรณ์การกีฬา การศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียนภูมิเวียลโปและนำของฝาก เช่น เสื้อผ้า ยารักษาโรค กล้วย หอมแดง กระเทียม ข้าวสาร ฯลฯ ไปมอบให้กับญาติพี่น้องในหมู่บ้านเวียลโป และพี่น้องบ้านเวียลโปมีของฝากแทนใจให้กับญาติพี่น้องฝั่งไทย เช่น หวาย เขียด เห็ดกระด้าง ครกไม้ สากไม้ หม้อหุงข้าวอลูมิเนียม พันธุ์ข้าวเปลือก ฯลฯ  ซึ่งหลังจากจัดกิจกรรมดังกล่าว ชุมชนยังมีการติดต่อ พูดคุยแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบและพยายามไป-มาหาสู่กันอย่างต่อเนื่อง เป็นสายสัมพันธ์ที่เส้นพรมแดนและกาลเวลามิอาจขวางกั้น ทำให้พี่น้องบ้านด่านกลางประเทศไทยกับบ้านเวียลโปประเทศกัมพูชามีความเป็นพี่น้องเครือญาติและมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทีมวิจัยชาวบ้านทั้งสองประเทศบอกว่า เขานี้แหละคือ “นักการทูตท้องถิ่นตัวจริง”ที่ช่วยลดความตรึงเครียดเป็นตัวกลางคลี่คลายปัญหา กรณีเกิดปัญหาบริเวณพื้นที่ชายแดนผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมวัฒนธรรมชายแดน ในเรื่อง เครือญาติ เสี่ยวหรือเกลอ


ตัวอย่างรูปธรรมการสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนชายแดนผ่านกระบวนการของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นแสดงถึงการสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นอย่างชัดเจน บทเรียนจากสหภาพยุโรปชี้ให้เห็นว่า ประชาคมจะไม่สามารถบรรลุผลได้หากประชาชนไม่ให้การสนับสนุน ดังนั้น การพัฒนาให้ประชาคมอาเซียนมีความแข็งแกร่งทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน โดยเฉพาะการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของประชาคมร่วมกัน ซึ่งหลักการดังกล่าว ถูกกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบดีอยู่แล้ว แต่ควรจะถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศ ไทยจะต้องผลักดันให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มุ่งเน้นการปฏิบัติ (Community of Action) มีการเชื่อมโยงและติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างใกล้ชิด (Community of Connectivity) รวมทั้งเป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง(Community of People)[3]  

 

เสถียรภาพและความมั่นคงสำหรับชุมชนท้องถิ่นจึงอาจมิใช่กฎ ระเบียบ ข้อห้าม อาวุธ กองกำลัง การต่อสู้ หรือการสกัดกั้นไม่ให้พบเจอกัน แต่อาจเป็นการไป-มาหาสู่ ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันบนฐานความสัมพันธ์สายโลหิตและเครือญาติเสมือนที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากความไว้ใจ เชื่อมั่น ศรัทธาและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นฐานรากที่หยั่งลึกลงถึงจิตวิญญาณที่ทุกประชาคมควรสร้างให้เกิดหรือส่งเสริมใหเข้มแข็ง อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือมิติอื่นๆ บรรลุผลสำเร็จได้

     
  

[1] เจ้าหน้าที่โครงการ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น   

[2] ศูนย์ประสานงานวิจัยเพือท้องถิ่นจังหวัดศรีษะเกษ

[3] กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ www.mfa.go.th/asean/ไทยกับอาเซียน

   

Comments
* The email will not be published on the website.