สองทศวรรษงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปักษ์ใต้


25 Jan
25Jan

 

สองทศวรรษงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปักษ์ใต้ :

 คุณค่าของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ต่อชุมชน ท้องถิ่น สังคม ปักษ์ใต้

สินธุ แก้วสินธุ์

ภายใต้บริบทของชุมชนท้องถิ่นปักษ์ใต้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง อาทิ วิกฤติ ราคาผลผลิตทางเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว ไม้ผล ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ดิน น้ำ ป่า ชายฝั่ง และทะเล และพันธุกรรมท้องถิ่น การขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วิกฤตทางการเมือง ว่าด้วย“ประชาธิปไตย” และการเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี ตามกระแสโลกาภิวัตน์ รวมถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของประชากร การก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีนาโน หรือปัญญาประดิษฐ์ การขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และ ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน 

จากบริบท สถานการณ์ และแนวโน้มดังกล่าว มีกลุ่มคนในท้องถิ่น ในปักษ์ใต้ ที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อแก้ปัญหา ก่อนที่จะมีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น และในปี 2542 งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงได้เข้าไปมีส่วนสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาของชุมชนท้องถิ่น ถึงปัจจุบัน มีโครงการวิจัย จำนวน 593 โครงการ ในบทความนี้ ผู้เขียนขอใช้กรอบการสังเคราะห์ คุณค่า พลัง และสุข ในวาระครบ 10 ปีวิจัยเพื่อท้องถิ่น มาเป็นกรอบการนำเสนอ เป้าหมายของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น คือ 1) การพัฒนาคนบนฐานปัญญา 2) การสร้างความรู้ของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งพอจำแนก 3 แบบ ได้แก่ องค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น ตามประเด็นที่ศึกษา องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับวิธีวิทยาวิจัย หรือกระบวนการค้นหา สร้าง ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการงานวิจัยของท้องถิ่น และ 3)การสร้างการเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่น 

พัฒนาการของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในปักษ์ใต้ เริ่มในช่วงปี 2542 โดยเริ่มที่ ภาคใต้ตอนล่าง และทยอยสนับสนุน “พี่เลี้ยง” ในพื้นที่อื่นๆ ตามมาเป็นลำดับ รวมถึงการลงไปสนับสนุนชาวบ้าน ในชุมชนท้องถิ่น ทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งแบ่งช่วงพัฒนาการหลักๆ ได้ 4 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก “ก่อร่างสร้าง พี่เลี้ยง” หรือ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Node) ช่วงที่สอง “ชาวบ้านทำวิจัย” เป็นช่วงแสวงหา ทดลองวิธีวิทยาของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยนักวิจัยชาวบ้าน จนเกิดงานวิจัยที่มี คุณค่า พลัง และความสุข ช่วงที่สาม “การขยายผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” ในช่วงนี้นอกจากทำงานสนับสนุนกับชาวบ้านโดยตรงแล้วยังได้เริ่มทำงาน ขยายผลกับหน่วยงานภาคีพัฒนาในพื้นที่ เช่น กศน. กรมคุ้มครองสิทธิ์ อปท. กรมชลประทาน เป็นต้น มีการออกแบบการการบริหารโครงการวิจัยในรูปแบบของชุดโครงการ ในรูปแบบเครือข่ายวิจัย และรูปแบบกิจกรรมทางเลือก สำหรับการสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้  ช่วงที่สี่ “การปรับตัวของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในบริบทของสังคมใหม่” ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมต้องการปฏิรูปประเทศ และที่มีฐานคิดว่า “การปฏิรูปประเทศต้องมาจากฐานของชุมชนท้องถิ่น ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและกระบวนทัศน์การพัฒนาที่ยั่งยืน”  จึงมีความคาดหวังที่จะขยายผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นแบบก้าวกระโดดให้กระจายเต็มพื้นที่ ช่วงนี้มีการออกแบบการสนับสนุนงานในรูปแบบใหม่ๆ ได้แก่ การสนับสนุนงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Research Issue : SRI ) การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อการขยายผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR Mega Project) การสนับสนุนงานวิจัยเชิงบูรณาการ สกว. (TRF Integrated Research Program : TRPs)

 

คุณค่าของการพัฒนาคน บนฐานปัญญา 

กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้เสริมศักยภาพของชาวบ้านที่เป็นนักวิจัย ที่เป็นคุณค่าต่อตัวเอง ชุมชน ท้องถิ่น ได้แก่

  • การสร้างปัญญา ให้รู้จักและเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหาของชุมชน ซึ่งปรากฏในตัวนักวิจัยเกือบทุกโครงการ
  • การปรับวิธีคิด และวิธีทำงาน จากเดิมที่มีวิธีคิดหวังพึ่งจากภายนอก เป็นวิธีคิดที่พึ่งตนเอง และสามารถวิเคราะห์ปัญหาเชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคม ได้ เช่น นักวิจัยชาวบ้านที่อ่าวบ้านดอน อ่าวปัตตานี ตรัง สตูล ในชุดโครงการทางเลือกของชาวสวนยาง ชุดการสร้างสำนึกชาวนา จ.พัทลุง การจัดการที่ดิน บ้านควน จ.ตรัง ประวัติศาสตร์ชาวเล บ้านราไวย์ จ.ภูเก็ต กลุ่มเยาวชน จ.สุราษฎร์ธานี และในสามจังหวัดชายแดน
  • เกิดจิตสำนึกสาธารณะ มีศรัทธา เชื่อมั่น เห็นได้ชัดกับนักวิจัย ชุมชนแม่เจ้าอยู่หัว จ.นครศรีธรรมราช นักวิจัยเยาวชน ในกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ จ.สุราษฏร์ธานี ที่มีบทบาทหลักในการร่วมแก้ปัญหาของชุมชน
  • การพัฒนาศักยภาพ จากที่คนเล็กคนน้อย ให้มีที่ยืนในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจ พบว่านักวิจัยชาวบ้านในเกือบทุกพื้นที่ เกิดความภูมิใจในตนเอง พัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำเพิ่มมากขึ้น กล้าคิด กล้าแสดงออก
  • การพัฒนาทักษะการวิจัย มีทักษะการวิจัย ในการวิเคราะห์สถานการณ์ การจัดการอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ดังเช่น ผญ.ชลอ เอี่ยมสุทธิ์ คุณตีพะลี อะตะบู คุณอารอบ เรืองสังข์ คุณสมปอง อัดอินโหม่ง คุณมูหามะสุกรี มะสะนิง คุณยูหนา หลงสมัน คุณปรีด๊ะ หะยีเตะ คุณจักร์กฤษณ์ สามัคคี เป็นต้น


การสร้างความรู้ของชุมชนท้องถิ่น

  • องค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น ตามประเด็นที่ศึกษา 
    • คุณค่าในการรื้อฟื้น สร้าง และพัฒนาองค์ความรู้ท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น ในมิติต่างๆ ได้แก่ การนำและการประยุกต์ภูมิปัญญา เพื่อใช้แก้ปัญหาในปัจจุบัน เช่น การประยุกต์ภูมิปัญญานำมาใช้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น องค์ความรู้ระบบนิเวศท้องถิ่น ระบบภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรของชุมชน ซึ่งเห็นได้ในโครงการวิจัยที่ศึกษาประเด็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 

    • การรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีผลต่อการปลุกสำนึกตัวตนของชุมชนท้องถิ่นขึ้นมาให้มีพลังและเห็นคุณค่าของตนเองและชุมชนของตนเอง กรณี ชุมชนแม่เจ้าอยู่หัว จ.นครศรีธรรมราช 

    • การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังเช่น ภูมิปัญญาผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง ภูมิปัญญาการทำกริชรามัน ต.ตะโละหะลอ จ.ยะลา ภูมิปัญญาการทำขนมพื้นบ้านท่ามาลัย จ.สตูล ภูมิปัญญาการร่อนแร่ หาดส้มแป้น จ.ระนอง เป็นต้น 

    • การนำองค์ความรู้ของการบริหารจัดการของท้องถิ่น มาใช้แก้ปัญหาของชุมชน เช่น กรณียุติธรรมชุมชน จ.ตรัง

  • องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับวิธีวิทยาวิจัย หรือกระบวนการค้นหา สร้าง ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น 

    • คุณค่าของกระบวนการค้นหา สร้าง ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น หรือวิธีวิทยาวิจัย ด้วยวิธีการค้นหาความรู้ของชุมชน ขึ้นอยู่ประเด็นที่ศึกษา หรือโจทย์วิจัย และบริบทของแต่ละพื้นที่ ฐานทุนเดิมของชุมชนท้องถิ่นจึงทำให้เกิดองค์ความรู้เรื่องมีวิธีการค้นหาความรู้ของชุมชน ที่แต่ละชุมชนใช้ จึงมีความหลากหลาย ซึ่งยังขาดการถอดออกมาอย่างจริงจัง แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นลักษณะร่วมๆของกระบวนการค้นหา สร้าง ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น (ภาพกระบวนการค้นหา สร้าง ความรู้ชุมชนท้องถิ่น แบบงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น)


  • องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการงานวิจัยของท้องถิ่น (Research Management) ด้วยระบบการสนับสนุนงบประมาณ ของ สกว. ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่ให้ชาวบ้าน ในชุมชนเป็นผู้ทำวิจัยและบริหารโครงการวิจัยโดยตรง และการสนับสนุนงบประมาณในการสนับสนุนให้ พี่เลี้ยง(RC) หรือ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Node ) ในการกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงเกิดองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับกับการบริหารจัดการงานวิจัย อยู่ 3 ระดับ คือ
 
    • การบริหารบริหารจัดการงานวิจัยในระดับพื้นที่ (โครงการวิจัย) แม้ สกว. ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะมีหลักการและแนวปฏิบัติการร่วมกับทุกพื้นที่ เช่น หลักการบริหารจัดการทีมวิจัย การบริหารแผนกิจกรรมการวิจัย การบริหารจัดการงบประมาณ แต่ในรายละเอียดการปฏิบัติของแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ องค์ประกอบของทีมวิจัย อาทิ ทีมวิจัยที่เป็นชาวบ้าน ทีมวิจัยที่เป็นผู้อาวุโส ทีมวิจัยที่เป็นเยาวชน ทีมวิจัยที่เป็นกลุ่มประชาสังคม ทีมวิจัยที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ประสบการณ์จัดการบริหารของทีมวิจัย ลักษณะของโจทย์วิจัย เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ชุดความรู้นี้ก็เป็นลักษณะความรู้ในตัวบุคคลโดยเฉพาะหัวหน้าโครงการ ยังขาดการถอดความรู้ที่ชัดเจน อย่างเป็นระบบ

    •  การบริหารจัดการงานวิจัยในระดับพี่เลี้ยง(RC) หรือศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น(Node) และชุดโครงการ ในภาคใต้มี พี่เลี้ยง หรือ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จำนวน 9 ศูนย์ประสานงาน และชุดโครงการ 12 ชุดโครงการ ชุดความรู้นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการเป็น “หน่วยจัดการความรู้อิสระ” ในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ละในเชิงประเด็น ที่จะถูกยกระดับเป็น “ศูนย์วิจัยนวัตกรรมชุมชน” ซึ่งกลไกเหล่านี้จะเป็น “กลไกเชิงสถาบันใหม่” ที่สำคัญในท้องถิ่น เช่น กรณีสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ปัตตานี

    • การบริหารจัดการงานวิจัยในระดับหน่วยสนับสนุน ซึ่งมีภารกิจในการเสริมศักยภาพของพี่เลี้ยง การยกระดับเชิงคุณภาพของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น การขยายผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น การจัดการความรู้ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น และภารกิจด้านสนับสนุนงบประมาณ เช่น สกว. ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ชุดความรู้นี้เคยมีการจัดทำเป็น คู่มือการบริหารงาน และการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 1 ชุด ที่ประกอบด้วย หลักการแนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น การพัฒนาโจทย์วิจัย การติดตามโครงการ การจัดทำสัญญา การบริหารการเงิน ในปี พ.ศ.2545  ปัจจุบันสถานะของความรู้ชุดนี้มีการพัฒนาออกไปมาก มีการออกแบบการสนับสนุนชาวบ้านในการทำวิจัยแบบใหม่ๆ ดังเช่น การสนับสนุนงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (SRI ) การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อการขยายผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR Mega Project) การสนับสนุนงานวิจัยเชิงบูรณาการ สกว. (TRPs) เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามความรู้ชุดนี้ ที่ต้องการประมวล ถอดชุดความรู้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย

 

การสร้างการเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่น

ความเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่น จากการปฏิบัติการแก้ปัญหาตามประเด็นที่ศึกษา และการสร้างความเข้มแข็งของกลไกขับเคลื่อนในการแก้ปัญหา ในระดับครอบครัว ระดับกลุ่ม องค์กรและระดับเครือข่าย ให้เข้มแข็ง ซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งในระดับคุณภาพของผลผลิตและระดับของผลกระทบ พอจำแนกได้ ดังนี้ 


  • การพัฒนาและฟื้นฟูความสัมพันธ์ของชุมชน ดังเช่น ระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย เช่น ในชุดโครงการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ของกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ จ.สุราษฏร์ธานี และ กลุ่มเยาวชน ในสามจังหวัดชายแดน ระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชน เช่น กรณียุติธรรมชุมชน จ.ตรัง กรณี พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบบการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง ของทีมวิจัยและคนในชุมชน สร้างสัมพันธ์ระหว่างคนในทีมและในชุมชนที่เอื้อต่อการทำงาน มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันในชุมชน ดังเช่น โครงการวิจัยในประเด็นเศรษฐกิจชุมชน จ.ระนอง และ จ.ปัตตานี โครงการวิจัยในประเด็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น

  • การฟื้นทุนชุมชนของชุมชนท้องถิ่น อันได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนสติปัญญา ทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนเงินตรา ในการกระบวนการวิจัยได้มีส่วนในการฟื้น การเพิ่มทุนชุมชน ที่เห็นชัดได้แก่ งานวิจัยในประเด็นเศรษฐกิจชุมชน ประเด็นประวัติศาสตร์ ประเด็นการจัดการทรัพยากร เป็นต้น

  • การลดความเหลื่อมล้ำของผู้ด้อยโอกาส จากผลการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับการลดความเหลื่อมล้ำ พบว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่น แม้โครงการวิจัยทั้งหมดจะไม่ได้ทำการศึกษาโดยตรง แต่โดยหลักคิดแล้ว ทุกโครงการมีความสัมพันธ์อยู่กับความเหลื่อมล้ำทางสังคม การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ในบางมิติ เนื่องจากโจทย์ที่พัฒนาขึ้นมา มักจะมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ ไม่แง่มุมใดก็แง่มุมหนึ่ง 

  • การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย”ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากงานสังเคราะห์ความรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับการสร้าง "ความสุข" ของชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้มีส่วนในการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ช่วยให้ชาวบ้านปรับระบบความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนในชุมชนจากที่ไม่ไว้วางใจกัน เกิดความร่วมมือและไว้วางใจกัน ที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม นอกจากจากนี้กระบวนการวิจัย เป็นSoft Power ที่สามารถทำให้ชาวบ้านคนเล็กคนน้อยสามารถที่จะประสาน เชื่อมงานกับ หน่วยงานราชการ ได้อย่างมีศักดิ์ศรี  


 

เงื่อนไขข้อจำกัดของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 

แม้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มีแนวคิด และรูปธรรมในการสร้างพลังให้ชุมชนท้องถิ่น ดังที่นำเสนอข้างต้น แต่ก็มีโครงการวิจัยจำนวนไม่น้อย ที่ไม่บรรลุผลตามที่หลักคิดที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ด้วยข้อจำกัดในหลายประการ ด้านวิธีวิทยาของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ดังเช่น การติดกรอบวิธีคิด “วัฒนธรรมชุมชน” ขณะที่ชนบทเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเกิดเครือข่ายทางเศรษฐกิจสังคมลักษณะใหม่ๆของชาวบ้าน การประสานระหว่างกรอบคิดวิจัยแบบชาวบ้านกับกรอบคิดวิจัยทางวิชาการ การวิเคราะห์ขึ้นโจทย์โครงการวิจัย ยังมองบริบทเฉพาะชุมชน ทั้งๆที่ประเด็นที่ชาวบ้านหยิบมาเป็นประเด็นวิจัย ไม่ได้เป็นเงื่อนไขเฉพาะของชุมชน แต่เชื่อมโยง ผนวกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือสังคมที่ใหญ่กว่า เป็นต้น  ด้านการบริหารจัดการของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ดังเช่น การกระจุกตัวของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ความไม่หลากหลากหลายของโจทย์วิจัย ศักยภาพและบทบาทของพี่เลี้ยง และเจ้าหน้าที่บริหารโครงการประจำภาค ด้านองค์ความรู้และการขยายผลของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ยังอยู่ฐานคิดและกระบวนการทัศน์วิจัยกระแสหลัก จุดสมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพ ความจำเป็นในการสร้างกลไก การพัฒนาเครือข่าย การสื่อสารกับสังคม การขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและนโยบาย การพัฒนาคุณภาพการวิจัย การพัฒนาบุคคล และการพัฒนาระบบฐานข้อมูล รวมถึงการเชื่อโยงกับหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงการขยายโจทย์จากระดับชุมชน เพื่อให้เท่าทันกับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงและเกิดความยั่งยืนในการขับเคลื่อนชุมชน

++++++++


Comments
* The email will not be published on the website.