วิจัยเพื่อท้องถิ่น : ใคร ใคร ก็ทำวิจัยได้


01 Jul
01Jul

วิจัยเพื่อท้องถิ่น 

 ใคร ใคร ก็ทำวิจัยได้

ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง

 

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research: CBR) เป็นการวิจัยแนวใหม่ของสังคม จากการวิจัยแบบประเพณีนิยมที่ต้องการค้นหาความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตรวจสอบได้ โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และใช้สถิติที่ซับซ้อนในการวิเคราะห์เพื่อหาค่าความเป็นตัวแทนอันเป็นแนวทางของการวิจัยเชิงปริมาณ จนมาถึงยุคของการให้ความสำคัญกับความรู้เฉพาะในเชิงคุณลักษณะที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่สามารถจะอธิบายด้วยค่าตัวเลขได้ ซึ่งเป็นแนวของการวิจัยเชิงคุณภาพ แต่ทั้งหมดนั้นการวิจัยก็ยังอยู่ภายใต้ศักยภาพของนักวิชาการในเรื่องนั้น ๆ เพราะระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกกำหนดมาจากกลุ่มผู้มีอำนาจทางวิชาการทำให้คนทั่วไปไม่สนใจงานวิจัย เพราะมองว่าเป็นงานขจองนักวิชาการ ทำไปเพื่อความรู้ทางวิชาการ

การวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพิ่งก่อกำเนิดมา 10 กว่าปีนี้เอง บนสถานการณ์ที่พบว่าการวิจัยต่าง ๆ ที่ทำกันมานั้นมีประโยชน์น้อยสำหรับชุมชนท้องถิ่น เพราะเกิดจากคนภายนอกผู้หวังดีมาดำเนินการวิจัย บางครั้งโจทย์วิจัยไม่ใช่ความต้องการของชุมชน แต่สนองความต้องการอยากรู้อยากเห็นของนักวิชาการหรือคนภายนอกมากกว่า โจทย์วิจัยที่ดีต้องมาจากผู้ที่ต้องการผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหาของตนเอง ซึ่งตรงกับแนวคิดของ Paolo frère ที่เขียน การศึกษาสำหรับผู้กดขี่ (Pedagogy of the Oppressed) โดยชี้ให้เห็นว่าผู้ถูกกดขี่ต้องลุกขึ้นมาให้การศึกษาตนเอง การค้นหาความรู้เพื่อแก้ปัญหาของตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งต้องการการมีส่วนร่วม (Participation) ของคนที่เกี่ยวข้อง และถ้าให้ดีต้องมีปฏิบัติการ (Action) เพื่อแสดงให้เห็นผลอย่างจริงจังด้วย

การวิจัยแนวนี้จึงต้องการใคร ๆ ก็ได้ ที่เกี่ยวข้อง มีความปรารถนาอยากจะลุกขึ้นมาหาทางเลือกทางรอดของการแก้ปัญหาของตน/ชุมชนเอง โดยใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีกลไกการเกื้อหนุนให้ ใคร ใคร เหล่านี้ ได้ช่วยกันพัฒนาโจทย์วิจัยที่คมชัดลึก และออกแบบการหาความรู้บนฐานบริบทและประวัติศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่นเพื่อจะได้เข้าใจปรากฏการณ์ของชุมชนอย่างแท้จริง รวมถึงการออกแบบการปฏิบัติการร่วมกันเพื่อการแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วย ดังนั้นไม่ใช่ว่าใคร ใคร ทั่วไปจะมาทำวิจัยได้ ประการแรก ใคร ใครเหล่านั้นต้องเป็นเจ้าของปัญหา เจ้าของพื้นที่ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือพื้นที่ ประการที่สอง ใคร ใครเหล่านั้นต้องมีใจปรารถนาอยากจะลุกขึ้นมาค้นหาความรู้ร่วมกับคนอื่นเพื่อการแก้ปัญหาของชุมชนเอง ประการที่สาม ใคร ใครเหล่านั้นต้องร่วมกันเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้เข้าใจตนเองว่าชุมชนเป็นใคร ชุมชนมาจากไหน ชุมชนจะไปไหน ประการที่สี่ ใคร ใครเหล่านั้นต้องร่วมค้นหาทางเลือกผ่านกระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาทางออกของปัญหาที่เหมาะสม

ถ้าเป็นแบบนี้ใคร ใคร ก็น่าจะทำวิจัยได้ ทั้งชาวบ้านที่เป็นผู้นำหรือผู้ตาม ผู้ชายหรือผู้หญิง เด็กหรือคนแก่ คนรู้หนังสือหรือคนไม่รู้หนังสือก็ตาม โดยอาจจะมีคนอื่นที่เกี่ยวข้องมาร่วมทำวิจัยก็ได้ เช่น นักพัฒนาเอกชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หรือแม้แต่นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่หรือประเด็นปัญหานั้น

ทั้งนี้กลไกการหนุนงานที่เรียกว่าพี่เลี้ยง หรือ หน่วยประสานงาน (Node) เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการวิจัยแบบนี้ ที่จะช่วยให้การวิจัยมีคุณภาพ นั่นคือ ชุมชนมีส่วนร่วมสูงและเข้มข้น โจทย์วิจัยตรงกับปัญหาของชุมชนโดยเฉพาะปัญหาที่ซ่อนเร้นใต้ภูเขาน้ำแข็งและใช้แก้ปัญหาชุมชนได้จริง ซึ่งผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการวิจัยจะได้ 1) นักวิจัยที่ตื่นรู้เรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาและการแก้ปัญหาของชุมชน 2) ความรู้ทั้งที่เป็นความรู้ภูมิปัญญาที่แฝงในตัวคนหรือกลุ่มคน (Tacit knowledge) ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์และความเป็นมาของชุมชน ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับการระดมพลังการพัฒนาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของชุมชน และ 3) ชุมชนที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคม ที่ช่วยก่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมในระยะยาว

ดังนั้น เราอาจสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า การวิจัยเพื่อท้องถิ่น ใคร ใคร ก็ทำได้ ขอเพียงมีใจอยากช่วยตนและคนอื่นให้พ้นทุกข์

Comments
* The email will not be published on the website.