วิจัยท้องถิ่น : เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว


26 Sep
26Sep




บัญชร แก้วส่อง


ในปีนี้  งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้ก่อเกิดมาร่วม 20  ปี  น่าจะถึงเวลาที่จะต้องแสดงให้สังคมเห็นว่า….การวิจัยที่ชาวบ้านเป็นคนทำ มีอยู่จริง เป็นประโยชน์จริง เป็นการวิจัยที่กินได้ มีผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง มิใช่เพียงชุมชนท้องถิ่นเดียวที่ทำวิจัยเท่านั้น การปฏิบัติการวิจัยปีนี้จึงอยากเห็น การปฏิบัติการวิจัย ในระดับเด็ดดอกไม้แต่ส่งผลสะเทือนไปถึงดวงดาว

การวิจัยเพื่อท้องถิ่นในระยะที่ผ่านมาแน่นอนว่าเป็นการวิจัยในลักษณะปฏิบัติการเด็ดดอกไม้เป็นหลัก เพราะเป็นการวิจัยปฏิบัติการที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนท้องถิ่น   ส่วนการส่งผลสะเทือนถึงดวงดาวหรือไม่นั้นมักจะปล่อยให้เป็นไปตามกระแส หรืออาจจะมีการจัดการบ้างแต่ก็ไม่เน้นมากนัก

การจะยกระดับการวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้เป็นการปฏิบัติการเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวนั้น  ต้องมีการวิเคราะห์เชื่อมโยงให้เห็นสถานการณ์โลกและสถานการณ์ท้องถิ่น โดยมีการบริหารจัดการงานวิจัยท้องถิ่นแบบมืออาชีพ  พร้อมทั้งการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ  การดำเนินการดังกล่าวนี้สามารถจะใช้แนวคิดที่เป็นค่านิยมหลักขององค์กร 3 ประการ (T-Think Globally  คิดและมองประโยชน์ในภาพรวม  R-Research Management Excellence  มีความเป็นเลิศด้านการจัดการงานวิจัย  F-Force for Change  เป็นพลังที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง)  มาเป็นแนวในการดำเนินการได้

ประการแรก มองเห็นโลก มองเห็นชุมชนท้องถิ่น  การวิจัยเพื่อท้องถิ่นในระยะที่ผ่านมาเราเน้นการทำความรู้จักตัวตนว่า เราเป็นใคร เรามาจากไหน จะได้กำหนดได้ว่าเราจะไปไหนพร้อมทั้งได้ทางเลือกของชุมชนท้องถิ่นด้วย  การที่เราจะกำหนดได้ว่าเราจะไปไหน หรือมีทางเลือกอื่นของชีวิตบ้างหรือไม่นั้น จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ให้เห็นสถานการณ์โลก หรือสถานการณ์ภายนอกที่จะมากระทบชุมชนท้องถิ่น หรืออาจจะวิเคราะห์ให้เห็นความรู้ใหม่บางประการที่จะช่วยชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนตัวเองในอนาคต  การรับรู้ประเด็นเรื่องโลกร้อน ปัญหาพลังงาน ปัญหาการสูญเสียที่ดินต่อการรุกเข้ามาของต่างชาติ  สถานการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหาร  การเกิดปัญหาเศรษฐกิจโลก การเปิดอาเซียน ฯลฯ การถกความรู้เหล่านี้จะช่วยยกระดับโจทย์วิจัยที่ค่อนข้างซ้ำซากในชุมชน  ให้เป็นโจทย์ที่สอดคล้องกับปัญหาและสถานการณ์โลกหรือสถานการณ์ภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป  อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมองเห็นโลกมองเห็นดวงดาว  แต่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นก็ไม่ควรจะมุ่งแก้ปัญหาโลกเพราะไม่น่าจะมีความเป็นไปได้  การมุ่งการปฏิบัติการในระดับชุมชนท้องถิ่นหรือปฏิบัติการเด็ดดอกไม้จึงเป็นหลักของงาน

ประการที่สอง บริหารจัดการงานวิจัยอย่างมืออาชีพ   ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพทีมหนุนการวิจัยหรือทีมประสานการวิจัยทั้งทีมระดับพี่เลี้ยง  ทีมศูนย์ประสานการวิจัยในพื้นที่ หรือทีมสนับสนุนระดับกลไกภาค  เป็นการเปิดทางให้กลไกระดับพื้นที่และระดับภาคพัฒนาระบบการจัดการที่จะนำสู่การเป็นหน่วยจัดการความรู้อิสระในอนาคต ดังนั้นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสนับสนุนการวิจัยของพื้นที่  กระบวนการพัฒนาโจทย์ของพี่เลี้ยงที่ยกระดับและลุ่มลึก  การจัดกระบวนการและวิธีการพิจารณาโครงการอย่างเข้มข้น  การติดตามสนับสนุนให้ได้งานวิจัยที่มีคุณภาพ  รวมถึงการค้นหาและยกระดับงานวิจัยคุณภาพที่มีอยู่แล้วสู่การสื่อสารกับสังคมและการขับเคลื่อนนโยบาย จึงเป็นทิศทางที่ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้การสนับสนุน ที่สำคัญต้องการระบบการพัฒนาพี่เลี้ยงทั้งทักษะทางการวิจัยเพื่อท้องถิ่นและการวิเคราะห์เชื่อมโยงระบบต่าง ๆ นอกเหนือจากการต้องรักษาและพัฒนาผู้ปฏิบัติงานโดยปกติ


การบริหารจัดการงานวิจัยที่สำคัญคือ การพยายามสร้างผลิตภาพ  ที่มีคุณภาพ  มีประสิทธิภาพ  และเกิดภราดรภาพ นั่นคือ  ได้งานวิจัยตามเป้าหมายเชิงปริมาณ  เชิงคุณภาพ  โดยใช้เวลาและงบประมาณที่เหมาะสม  พร้อมทั้งนำสู่การสร้างความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องทั้งนักวิจัย ชุมชน ชุมชนอื่น และภาคีขับเคลื่อนงาน

            ประการที่สาม  พลังที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  การวิจัยเพื่อท้องถิ่นโดยปรัชญาและวิถีนั้นเป็นการวิจัยที่มุ่งเป้าต่อการสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว  โดยมุ่งการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐาน 3 ประการคือ การสร้างคนในชุมชน  การสร้างความรู้จากฐานชุมชน  และการสร้างการเปลี่ยนแปลงชุมชนโดยภาพรวม  อย่างไรก็ตามพลังเหล่านี้พบว่าหลายพื้นที่ยังมีความเข้มข้นน้อย  ทำให้ไม่สามารถก่อพลังที่ใหญ่กว่า กว้างขวางกว่าได้  วิธีการสำคัญอยู่ที่การสร้างคุณภาพการวิจัยให้เกิดขึ้นและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ทั้งนักวิจัยชุมชน  ความรู้ของชุมชนที่ลึกซึ้งและความรู้ที่ได้จากการประยุกต์นำสู่การปฏิบัติการ  การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องแสดงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในชุมชนในประเด็นที่ศึกษา  และรูปธรรมดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นของคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของปัญหา  จึงจะถือได้ว่าเป็นการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่มีคุณภาพ


พลังสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคือความคมชัดของประเด็นวิจัยต่อสถานการณ์ของสังคม  ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับ  1) การให้โอกาสคนเล็กคนน้อยในสังคมได้ลุกขึ้นมาทำการวิจัยปัญหาของตนเอง  2) ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญกับการขับเคลื่อนสังคม เช่น พลังงานทางเลือกของชุมชน  การแก้ปัญหาโลกร้อน การสร้างอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหาร การสร้างสันติสุขท้องถิ่นภาคใต้  ทางเลือกการจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก การสร้างความมั่นคงชุมชนท้องถิ่นชายแดน เป็นต้น  3) ประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนต่อการแก้ปัญหา เช่น ภัยพิบัติ เป็นต้น 4) การขับเคลื่อนงานร่วมกับภาคี เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันวิชาการ หน่วยงาน องค์กรธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น  และ 5) การเตรียมการเพื่อการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัฒน์ เช่น การเปิดเสรีอาเซียน  การรุกเข้ามาของจีนในภาคเหนือ   การสูญเสียที่ดินของชาวนาให้แก่ทุนต่างชาติ เป็นต้น

เมื่อเกิดการวิจัยที่มีคุณภาพ  มีรูปธรรมการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แล้ว  การยกระดับงานไปสื่อสารกับสังคม หรือขับเคลื่อนนโยบายก็เป็นสิ่งที่ต้องกระทำด้วย ดังนั้นปีนี้จึงได้วางแนวทางให้พื้นที่ที่มีงานวิจัยที่มีคุณภาพได้นำเสนองานของตนเองต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

++++++++++++++++++++

Comments
* The email will not be published on the website.