“มารู้จักงานวิจัยกัน"


22 Aug
22Aug

“มารู้จักงานวิจัยกัน"

ผศ.ดร.สาวิตร มีจุ้ย  



งานวิจัยไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยทราบวิธีการแก้ไขแล้ว (ถ้ารู้ทางแก้แล้วจะมาวิจัยกันทำไม..ใช่ม่ะ) อีกทั้งงานวิจัยก็ไม่ใช่การค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะรู้ว่าวิธีแก้ไขมีอะไรบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าวิธีไหนดีกว่ากัน มันเพียงแค่เรารู้ว่าปัญหานี้มีวิธีแก้ไขอะไรบ้าง รู้ว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อด้อยอย่างไร และรู้ว่าวิธีอะไรน่าจะเหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหานั้นๆ สำหรับการทำงานวิจัยนั้น มันลงลึกกว่านั้นอีกนิดหนึ่งคือ เมื่อเรารู้วิธีที่เหมาะสมแล้ว เราจะลองนำมาใช้แก้ปัญหาดูและมีความเชื่อว่ามันจะแก้ปัญหาได้จริงตามที่ศึกษาข้อมูลมาแล้ว ...นี่แหละครับจึงจะเรียกว่า "กำลังทำวิจัยอยู่" หรือกำลังทดลองใช้อยู่นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น ผมมีปัญหาหนูรบกวนในบ้าน งานวิจัยจะเริ่มจากผมค้นหาวิธีป้องกันกำจัดหนูที่เหมาะสม (บ้านผมมีของเยอะเหมือนโกดังและจะทิ้งขยะก็เมื่อมันเยอะและเหม็น..แหะๆ) ข้อมูลที่ค้นหาได้นั้นมีหลากหลายวิธีมาก สรุปได้ 2 กลุ่มวิธีคือ ใช้สารเคมี (สารกำจัดตายช้า กับตายทันที) และใช้วิธีกล (ดักยิง,ไล่ทุบ,ใช้กับดัก,ใช้กาว) ผมมาวิเคราะห์แต่ละวิธีแล้วก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน และสรุปว่าวิธีที่เหมาะสมกับบ้านและตัวผมเองคือ วางเหยื่อคลุกสารเคมีตายช้าไปก่อน 2 สัปดาห์แล้วจะวางเหยื่อคลุกสารเคมีตายทันที ซึ่งผมคิดว่า วิธีผสมผสานนี้น่าจะใช้ได้ผลดีกว่าการใช้เหยื่อแบบเดียว "...ความคาดหวังนี้แหละครับที่เราเรียกว่า "สมมุติฐานของงานวิจัย" ซึ่งเมื่อเราตั้งสมมุติฐานของการแก้ปัญหาแล้ว เราก็ลงมือทำตามแผนงานที่คิดไว้ แล้วเฝ้ารอดูผลว่า "สมมุติฐานที่ตั้งไว้นั้นมันจริงหรือไม่"...ตรงนี้แหละครับที่เขาเรียกว่า "เรากำลังทำงานวิจัย"

ท่านพอมองเห็นหรือยังครับว่า งานวิจัยนั้นต้องมีการตั้งสมมุติฐาน เอาไว้ทดสอบว่าจริงหรือไม่จริง ซึ่งมันเป็นขั้นตอนหลังจากได้ค้นคว้าหาวิธีแก้ไขปัญหา มันเลยไปถึงมีการกำหนดความคาดคิดว่า "วิธีอะไรที่คาดว่าแก้ปัญหาได้จริง" หลังจากนั้นจึงจะทดลองดูว่า "มันเป็นจริงตามที่คาดไว้หรือไม่"

ตามความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนอยู่ได้ด้วยการใช้กระบวนความคิดวิจัยอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้หยิบมันมาคิดอย่างจริงจัง เราสรุปเพียงบางปัญหาไว้เป็นบทเรียนเท่านั้น แต่ถ้าเราฝึกใช้สมองคิดแก้ปัญหาและสรุปเป็นบทเรียนบ่อยๆ  เราจะมีทักษะการวิเคราะห์ปัญหาและเลือกวิธีแก้ไข ได้อย่างฉับไวเป็นอัตโนมัติ จนกลายเป็น "นิสัย" ของเราไป

ผมขอยกปัญหาบางเรื่องในชีวิตบางเรื่องเพื่อตอบให้เห็นว่า เราทุกคนล้วนมีกระบวนความคิดวิจัยอยู่แล้ว เช่น เมื่อเราเจอคนที่ชอบถูกใจที่มักจะพบหลายคน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในสมองเราก็คือ จีบคนไหนดีว่ะ (เกิดปัญหาล่ะ...พัฒนาโจทย์?) เราก็จะเริ่มเก็บข้อมูลคนนั้นคนนี้เช่น สอบถามจากเพื่อนเขา สังเกตพฤติกรรมและนิสัย และเข้าไปพูดคุยโดยตรงเลยเพื่อสร้างความรู้จักกัน ...เราเรียกขั้นตอนนี้ว่า"การสืบค้นข้อมูล" นั่นเอง หลังจากนั้นเราก็เอาข้อมูลมาครุนคิดวิเคราะห์ข้อดีข้อด้อยโอกาสอุปสรรค (คือวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ SWOTนั่นเอง) จนกระทั่งคัดไปจนเหลือคนที่(น่าจะ)เหมาะสมที่สุด จากนั้นก็มักจะไปสอบถามเพื่อนคนสนิทว่า (กู)คิดถูกหรือเปล่าว่ะ เพื่อยืนยันการตัดสินใจ..(ตรงนี้แหละระบบพี่เลี้ยงพึ่งได้) หลังจากได้พี่เลี้ยงยืนยันมั่นคงแล้ว ก็จะเกิดคำถามตามมาอีกว่า "ทำอย่างไรจึงให้ได้เขา (เธอ)เป็นแฟน"  บางคนมักจะคิดง่ายๆในการแก้โจทย์นี้ด้วยการฉุดคร่าอนาจารข่มขืน หรือเข้าไปบอกรักดื้อๆ นั่นก็หมายถึง การยัดเยียดความไม่สมัครใจให้กับเขา (เธอ) ซึ่งเปรียบได้กับงานวิจัยที่บางส่วนราชการเข้าไปทำกับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์อะไร หรือแม้จะรู้ว่ามันเป็นปัญหาชาวบ้านจริง แต่กลับไปยัดเยียดวิธีแก้ไขให้โดยที่ชาวบ้านยังไม่พร้อมที่จะทำ หรือวิธีนั้นมันไม่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ...รูปแบบงานวิจัยแบบนี้เรียกว่า "คลุมถุงชน"  ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ควรทำใช่ไหมครับ

กลับมาเล่างานวิจัยจีบสาวกันต่อ….จากข้อมูลของเขา (เธอ) ที่เราสืบค้นมา (นิสัย หน้าที่การงาน ฯลฯ) ..ถ้าเป็นข้อมูลที่ใช้งานจริงละก็ เราจะรู้เองว่าเก็บมาพอแล้วหรือยัง  จากนั้นเราจะประมวลข้อมูลมาสร้างเป็นแผนงานและวิธีการ(กิจกรรม)ต่างๆ ที่มุ่งสู่เป้าหมายเขา(เธอ) มีความรักกับเรา และมีความคาดหวังเต็มเปี่ยมว่าจะประสบผลสำเร็จ (เราได้ตั้งสมมุติฐานแล้วล่ะ) หลังจากนั้นเราก็จะเริ่มทำไปแก้สิ่งที่ผิดกันไป (ลองผิดลองถูก) โดยมีการสรุปบทเรียนในทุกกิจกรรมที่ทำและนำมาใช้วางแผนต่อไป (โห..ถ้าทำได้แบบนี้ งานวิจัยไปโลด) ในขั้นนี้เราจะทุ่มเททั้งการเอาอกเอาใจ พูดคุยและทำในสิ่งที่เขา(เธอ) ชอบ และช่วงนี้แหละที่จะเกิดการเรียนรู้กันและกัน บางเรื่องที่คิดไม่ตรงกันก็ปรับแก้หาทางออก บางเรื่องที่คิดตรงกันก็จะทำอย่างสนุกสนาน ซึ่งถือว่ามีผลสำเร็จรออยู่ข้างหน้า แม้ว่าได้ผลไม่ลงตัวกัน ก็ยังสรุปได้ว่า "สมมุติฐานไม่เป็นจริง" ที่ถือว่าเป็นงานวิจัยเช่นกัน

หากเราวางเป้าหมายความรักไปไกลถึงการแต่งงานอยู่ร่วมกัน เราก็ต้องแก้ปัญหาผุดขึ้นมาใหม่อย่างแน่นอน เช่น เขา(เธอ) ทำงานไกลกัน(ถ้าเป็นโจทย์พื้นที่ก็เช่น วิธีแก้ปัญหาใช้ได้ผลและชาวบ้านเห็นด้วย แต่ขยายผลไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย หรือต้องใช้งบประมาณมากจึงทำได้) มันก็จะเป็นปัญหาที่กระตุ้นให้เรามองหาวิธีแก้ปัญหานั้นๆอีกครั้งเช่น ขอย้ายงานไปอยู่ใกล้กัน เป็นต้น หรือแม้ว่าไม่มีอุปสรรคขัดขวาง เราก็มักจะคิดหาวิธีการอื่นๆเพิ่มเติมสนับสนุนเพื่อให้เดินสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่นเริ่มคิดสะสมเงินสร้างบ้านสร้างฐานะ ขยายผลให้เกิดการยอมรับในเครือญาติของเขา(เธอ) เป็นต้น...คิดแล้วน่าเบื่อหน่าย แต่เราก็ยังมุ่งเดินหน้าต่อใช่ไหมครับ ดังนั้นท่านจะเห็นว่า บนเส้นทางที่กำลังทำวิจัยในเรื่องหนึ่งๆ อยู่นั้น ก็มักจะเกิดปัญหาอื่นๆให้เราได้คิดแก้ไขอยู่เสมอๆ ถ้าเป็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคจริงๆ เราก็สามารถปรับเบนไปใช้วิธีการอื่นแต่ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายเดิมได้ต่อไป ในทางกลับกันถ้าไม่ใช่อุปสรรคแต่เป็นจังหวะโอกาสที่ดีต่อเรา เราก็จะหยิบฉวยเพิ่มเป็นวิธีหรือเส้นทางสนับสนุนให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น...ลักษณะกระบวนความคิดวิจัยแบบทำไปแก้ปัญหาไปนี่แหละครับคือ ธรรมชาติของงานวิจัยที่แท้จริง

ผมมั่นใจว่า บนเส้นทางชีวิตของเราทุกคนนั้น ทุกท่านคุ้นเคยกับ "การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเอง" มาแล้วเพียงแต่จะตั้้งใจทำบ้างหรือทำโดยไม่รู้ตัวบ้างเท่านั้น ประการสำคัญนั้นทุกคนก็มีผลสำเร็จกับ"งานวิจัย" มาตลอดเช่นกัน ในวัยเด็กที่เราก็สามารถเปลี่ยนจากคลานมาเป็นเดินและวิ่งได้ และทรงตัวขณะถีบรถจักรยานได้ ในวัยหนุ่มสาวที่เราก็พบความสำเร็จทางการศึกษา และเข้าสังคมมีเพื่อนฝูงได้..สิ่งเหล่านี้แหละครับที่เป็นผลงานจากการแก้ปัญหาด้วยความคิดวิจัยของเราเองทั้งสิ้น

นอกจากนี้เราทุกคนก็มีกระบวนความคิดแก้ปัญหาที่เป็นระบบมีขั้นตอนอยู่แล้ว โดยเริ่มจาก เมื่อพบปัญหาสำคัญๆ เราก็ต้องการแก้ไขให้ดีและเหมาะสมที่สุด ครุนคิดถึงตัวปัญหาและกระตือรือล้นที่จะค้นหาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สาเหตุขแล้วนำมาสร้างเป็นวิธีแก้ไขที่เหมาะสม มีใจที่จดจ่ออยู่กับงาน เกิดความสนุกกับการลองทำไปปรับแก้กันไปบนเแผนงานที่วางไว้ จนสุดท้ายก็ตั้งใจประมวลผลเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เป็นบทเรียนเพื่อจะนำไปใช้ต่อไป ดังนั้นหากเราลองนำกระบวนความคิดนี้มาใช้ใน"งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น" ก็เป็นคำถามว่าทำไมจะทำไม่ได้ ทั้งที่มันเป็นกระบวนความคิดที่ท่านมีอยู่แล้ว และท่านก็ทำจนได้ผลสำเร็จมาแล้วกับตัวเอง...ใช่ไหมครับ หากท่านได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็น่าจะพอเข้าใจงานวิจัยได้มากขึ้น แล้วท่านลองคิดต่อดูสิครับว่า หากเราเอาทักษะกระบวนความคิดวิจัยที่มี ไปใช้แก้ปัญหาให้ชาวบ้าน มันย่อมจะเกิดความรู้สึกดีๆกับตัวเราขึ้นมากเลย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตของเราได้ช่วยเหลือสังคม ทำให้เขาได้มีความสุข มีชีวิตที่ดีขึ้น...งานวิจัยแบบนี้แหละครับที่เขาเรียกว่า "งานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น"


++++++++++




Comments
* The email will not be published on the website.