“ปัจจุบันชนบทแบบเดิมไม่มีแล้ว มีแต่สังคมผู้ประกอบการ”


25 Jun
25Jun




ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ 

“ปัจจุบันชนบทแบบเดิมไม่มีแล้ว มีแต่สังคมผู้ประกอบการ”


ขณะที่เราเดินหน้า สู่สังคม “มั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน”  อ.ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ จากศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชวนมองย้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น  ก่อนเคลื่อนไปข้างหน้าอย่าง “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

————–

จากปรากฎการณ์ใหม่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาคือ การริดรอนสิทธิชุมชน เรื่องการถดถอยของสังคมชนบท ปัญหาวิกฤติของครอบครัว ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา ความอ่อนแอของระบบการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเปลี่ยนแปลงนิยามความหมายของ “พื้นที่ชายแดน” การอพยพของแรงงาน ผู้ลี้ภัย ปัญหาของคนไร้สัญชาติ การเคลื่อนตัวเข้ามาของทุนจีนที่เข้ามาในเชียงราย เชียงของ สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มีความรุนแรงทั้งเชิงกายภาพ เช่น กรณีทำร้ายร่างกายชาวเลที่หาดราไวย์ และยังเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เป็นต้น

เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจปรากฏการณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น   อะไรคือข้อท้าทายเพื่อที่เราจะทำความเข้าใจผ่านงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทำอย่างไรที่จะทำให้งาน วิจัยเพื่อท้องถิ่นเข้าใจปัญหาของชาวบ้านท่ามกลางกระแสเสรีนิยมใหม่ ปัจจุบันชนบทแบบเดิมไม่มีแล้ว มีแต่สังคมผู้ประกอบการ


ถ้ามองแบบนี้สังคมไทยเป็นสังคมผู้ประกอบการที่สามารถต่อรองการตลาดได้ ถ้ามองแบบนี้จะไม่เห็นชาวบ้านยากจนที่ยังต้องพึ่งพา ชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้ประกอบการทั้งหมด เราอาจจะจำแนกสังคมไทยออกเป็นคนรวย ชาวนา ชาวบ้าน ถ้ามองแบบผู้ประกอบการ เราจะเห็นว่าคนชั้นล่างขยับตัวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ เราจะเห็นชนบทขยับมาเป็นเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังมีคนยากจนที่ยังต้องพึ่งพาทรัพยากร สิ่งที่อยากให้สนใจคืองาน CBR ต้องไม่มองว่าชาวบ้านธรรมดาเป็นผู้ประกอบการทั้งหมด แต่ยังมีบางส่วนที่ยังต้องพึ่งพาทรัพยากร ยังมีคนชั้นกลาง ล่าง และบน เราต้องทำความเข้าใจเครือข่ายที่หลากหลาย

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน เครือข่ายชาวบ้าน เครือข่ายป่าชุมชน ชาวบ้านต่อรองเพื่อให้ได้โฉนดชุมชน ที่น่าสนใจคือชาวบ้านเหล่านี้อาจจะไม่ได้อาศัยระบบอุปถัมภ์แบบเดิม แต่ยังมีกลุ่มคนที่เป็นแกนนำ/ปัญญาชนในแต่ละกลุ่มที่เคลื่อนไหว อย่างกรณีชาวบ้านทับยาง มีกลุ่มผู้หญิงที่ต่อสู้กับนายทุนด้วยการทำวิจัย คนบางคนในเครือข่ายจะเป็นผู้นำที่มีความสำคัญ จะมีความสามารถในการอธิบาย สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ ได้

ทางฝ่ายเศรษฐศาสตร์การเมืองจะมองเรื่องโครงสร้าง การเติบโตจากภายในเชื่อมโยงกับอำนาจ การให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่ม เครือข่าย โดยอาศัยประเด็นปัญหาร่วมกัน การเคลื่อนไหวที่มีพลังต่อสู้คือการรวมตัวกันเพื่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ ต่อรอง แสวงหาความรู้ใหม่ ในขณะที่ให้ความสำคัญในการเรียนรู้ก็ต้องให้ความสำคัญกับการรวมตัวเป็นเครือข่าย เพื่อต่อสู้กับทุนนิยมที่เข้ามา ฉะนั้น รูปแบบงานวิจัยจึงต้องมีการปักธง เน้นเรื่องคุณภาพในงานวิจัย งานวิจัยที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญในกระบวนการสร้างจิตสำนึกของท้องถิ่น ปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับข้อมูลความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการเคลื่อนไหว ต่อสู้ ต่อรอง แก้ไขปัญหา กรณีชาวเลราไวย์ที่มีการสืบหา DNA ก็ต้องอาศัยข้อมูลในการเคลื่อนไหว หรือกรณีบ้านทับยางก็ต้องหาข้อมูลหลักฐานในการนำมาใช้ต่อสู้เคลื่อนไหว ทำอย่างไรเพื่อให้งาน CBR มีความน่าเชื่อถือ หรือกรณีงานวิจัยไทบ้าน ก็ยังมีความไม่น่าเชื่อถือจากนักวิชาการ เราจึงต้องมีการพัฒนาวิธีวิทยา

แล้วเราจะพัฒนาโจทย์วิจัยอย่างไร เราคงไม่ศึกษาเพื่อเชิดชูท้องถิ่น แต่เราต้องชี้ให้เห็นว่ามีความไม่เท่าเทียมกันเกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ระดับต่างๆ เราต้องทำความเข้าใจทฤษฎีสามโลก เสรีนิยมใหม่ หรือการทำความเข้าใจความรู้ใหม่เกี่ยวกับ “ท้องถิ่น” “ผู้ประกอบการ” ที่หลากหลาย เครือข่ายความสัมพันธ์หลายรูปแบบ ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบแนวตั้งเพียงอย่างเดียว ระบบอุปถัมภ์ก็ไม่ใช่แบบเดิม และยังมีเครือข่ายแบบแนวนอนที่ข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ ข้ามชุมชน

สิ่งที่อยากเสนอคือ งาน CBR น่าจะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานวิจัย ถ้าจะให้ชาวบ้านทำงานวิจัยก็ต้องยอมรับ เดิมให้ชาวบ้านทำวิจัยเพื่อสร้างสำนึกร่วมของชาวบ้าน มองเห็นปัญหาของตัวเอง เรื่องของข้อมูลจึงอาจไม่ชัดเจน ไม่สามารถตรวจสอบได้ ในอนาคตอาจจะต้องเปลี่ยนจากงานวิจัยที่สร้างสำนึก แต่อีกส่วนหนึ่งก็น่าจะต้องเป็นการวิจัยที่สร้างความรู้ด้วย

ปัญหาที่อยากให้งาน CBR ทำคือประเด็นเกี่ยวกับปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ความยากจน relative poverty และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาการแย่งยึดที่ดิน Land grabbing ทำอย่างไรเราจะเรียนรู้ความสำเร็จและความล้มเหลวของภาคประชาสังคม ขณะนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับงาน CBR อย่างไร ทั้งในแง่ของความรู้และวิธีวิทยา นอกจากผู้ประสานงานในท้องถิ่นแล้ว น่าจะมี think tank เพื่อช่วยมองให้งาน CBR ก้าวทันสถานการณ์และสามารถวิเคราะห์งานได้เท่าทันสถานการณ์มากขึ้น น่าจะมีกระบวนการเสริมสร้างการเขียนรายงานวิจัยให้มีคุณภาพมากขึ้น

คิดว่ายังมีความหวังของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ส่วนตัวอาจจะไม่หวังถึงเป็นเครื่องมือเพื่อกำหนดนโยบาย คิดว่าการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นอาวุธของผู้อ่อนแอ ในวงการการศึกษากระบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน งานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีความสำคัญ

Comments
* The email will not be published on the website.