ช่างชาวนา


23 Jul
23Jul


เครือข่ายช่างชาวนา = ชาวนา + ช่าง + ความคิดสร้างสรรค์ – ปัญหา


อิษฏ์ ปักกันต์ธร


หลังนโยบายการส่งออกข้าวที่รัฐผลักดันและสนับสนุน ทำให้ระบบผลิตเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ความต้องการผลผลิตจำนวนมาก เป็นช่องว่างที่ทำให้ นวัตกรรม ทางการเกษตรต่างๆ ได้แทรกเข้ามาเป็นตัวกลลางระหว่างชาวนา กับการผลิตและผลผลิตของพวกเขา จากข้อมูลการวิจัยในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลางพบว่า เมื่อระบบการผลิตเปลี่ยน จากความต้องการข้าวที่เปลี่ยน สิ่งแรกที่ชาวนาเรียกหานวัตกรรมหรือเครื่องมือใหม่ๆ เป็นไปเพื่อการจัดการปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะกับชาวนาบ้านกุดหินในช่วงที่เร่งผลิตเพื่อขายข้าว เครื่องสูบน้ำหัวพญานาคเป็นที่ต้องการอย่างมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมและจัดการระบบน้ำ ต่อมาความต้องการของชาวนาจึงเปลี่ยนไปที่เครื่องไถพรวนดิน เพราะต้องการร่นระยะเวลาในการทำงานและประหยัดแรงงานในระบบการผลิตที่เร่งรีบได้เป็นอย่างดี ในขณะที่การพัฒนาเครื่องมือยังดำเนินไป การพัฒนาความรู้ในการผลิตที่ทำให้เกิดความรวดเร็วและทุนเวลาและแรงงานก็เดินควบคู่กันมาเหมือนเงาตามตัว เช่น การทำนาแบบหว่าน ที่เริ่มแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง และเหมาะสมกับกับการจัดการแรงงานและเวลาในครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง และสมาชิกที่เป็นแรงงานในครอบครัวจำเป็นต้องไปทำอาชีพอื่นๆ ควบคู่กันไป  ซึ่งภายหลังการทำนาหว่านกลับต้องถูกหยิบยกมาคุยกันอีกครั้ง ในบริบทใหม่ อาทิเช่น ในกลุ่มชาวนาที่ทำนาด้วยแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน เนื่องจากการทำนาหว่านจะเอื้อกับการใช้สารเคมีในการฆ่าหญ้ามากกว่าวิธีการแบบอื่น ที่ไม่สอดคล้องกับการทำเกษตรแบบยั่งยืน[1]  


ในขณะที่แรงงานภาคเกษตรกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้การกลับมาทำนาของลูกหลานเกษตรกร หรือคนรุ่นใหม่จะกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ แต่สัดส่วนยังไม่มากพอจะยืนยันว่าแรงงานภาคการเกษตรจะเพียงพอจะพากลุ่มเกษตรกรรายย่อยข้ามนาวาของเกษตรทุนขนาดใหญ่ไปได้ ซึ่งพบว่า ปัจจุบันในพื้นที่ที่ทำเกษตรในเชิงธุรกิจแบบเข้มข้น ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของรูปแบบการทำเกษตรไปอย่างมหาศาล ปรากฏการณ์ที่นายทุนจากต่างประเทศเช่าที่นาและมีเจ้าของนาเป็นแรงงานในไร่นาของตัวเอง หรือแม้กระทั่งเกษตรพันธะสัญญาที่จ้างชาวนาทำนาให้กับบรรษัทด้านอาหารทั้งในและข้ามชาติ ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องราวปกติ ไม่นับกับการโยนภาระของการจัดการชุมชนชาวนา บริบทแวดล้อม และความรับผิดชอบกับสภาพแวดล้อม ให้กับชาวนารายย่อย เพียงอย่างเดียว ในขณะที่ชาวนารุ่นใหม่ หรือคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายปลายทางที่ระบบเกษตร มีหลากหลายกลุ่ม กลุ่มที่มีหัวใจเต็มร้อยแต่ต้นทุนน้อยทั้งทุนความรู้ ทุนเครื่องมือ และเงินทุน ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่มีต้นทุนอย่างลูกหลานชาวนาเองก็พบว่ายังมีความต้องการความรู้ใหม่ๆ และเครื่องมือใหม่ๆ ด้านการเกษตร เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นถึงจะเลือกปลายทางที่ระบบเกษตร แต่ระหว่างทางยังคงต้องพึ่งพารายได้จากหลากหลายช่องทาง การออกแบบให้สามารถจัดการเกษตรและช่องทางรายได้อื่นๆ จึงสำคัญ ปัญหาและสถานการณ์จำนวนไม่น้อยที่กล่าวมาข้างต้น มากพอที่จะทำให้การทำงานของศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนภาคอีสานตอนกลาง ปรับเปลี่ยนจากการส่งเสริมช่างชาวนา มาเป็นการค้นหาและพัฒนานวัตกรรมการเกษตร  

ก่อนจะพัฒนาโจทย์วิจัยในประเด็นการค้นหาและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน สุเมธ ปานจำลอง[2] อุบล อยู่หว้า[3] และคณะ คิดถึง “ช่างชาวนา” ในมิติของชาวนาผู้สรรสร้างงานช่างหลากหลายแบบ ทั้งบ้านเรือน เครื่องมือทำนา ภาชนะใช้สอย  และเครื่องมือประมง จนกระทั่งเกิดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์ความเคลื่อนไหวในแวดวงเกษตร และแนวโน้มของปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กลับพบว่า ทิศทางของเกษตรยังคงเป็นเส้นทางหลักของประเทศ แต่แนวโน้มของการหายไปของ “ชาวนา” ปรากฏเด่นชัดจาก จากครัวเรือนในชนบทมีขนาดเล็กลง คือเฉลี่ย 3.9 คน/ครัวเรือน ซึ่งเกิดจากการมีลูกน้อยลง ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของเกษตรกรเพิ่มขึ้น คนที่ยังทำเกษตรส่วนใหญ่คือคนอายุ 40-60 ปี[4]

ความน่าสนใจของการทำงานวิจัยชุดโครงการนี้ ไม่นับกับการตอบกับสถานการณ์การเกษตรของประเทศที่เอ่ยถึงในข้างต้น ก็น่าจะอยู่ที่ความพยายามในการค้นหานวัตกรมและรวบรวมกลุ่มผู้คนที่มีความคิดที่อยากจะพัฒนานวัตกรรมร่วมกันในระดับชาวบ้าน เกษตรกร และช่างที่อยู่กับชาวนา เพราะการค้นหานวัตกรรมเดิมทีเป็นเรื่องของนักคิดค้น นักประดิษฐ์ รวมไปถึงนักวิชาการในศาสตร์ต่างๆ ซึ่งผลจากการทำงานวิจัยเกิดข้อสรุป แนวทาง และความเห็นที่น่าสนใจในแง่ของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ข้อมูลที่กล่าวมาเป็นการวิจัยในพื้นที่ ภาคอีสานตอนกลาง

การดำเนินงานชุดโครงการวิจัยในปี 2558 มีโครงการย่อยภายใต้ประเด็น 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการผลิตในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน 2) โครงการการสร้างเครือข่ายช่างชาวนาเพื่อพัฒนานวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีการผลิตสำหรับชาวนาสูงอายุในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง และ 3) โครงการการศึกษารูปแบบการผลิตในระบบนาดำที่ง่าย ใช้แรงงานและเหมาะสมกับระบบนิเวศน์นาโคก นาทุ่ง และนาลุ่ม กรณีศึกษา กลุ่มเครือข่ายชาวนาอินทรีย์ในพื้นที่ตำบลกำแมด  ต.โพนงาม อ.กุดชุม  และ ต.โคกสำราญ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร พบเงื่อนไขของการพัฒนานวัตกรรม ได้แก่ 1) เงื่อนไขเชิงนโยบาย ที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต 2) เงื่อนไขของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในสังคมชาวนา เช่นที่กล่าวถึงแล้วในเรื่องของแรงงาน ต้นทุนการผลิต และเวลา 3) สภาพนิเวศน์ของพื้นที่ ที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง เอาเข้าจริงๆ แล้วมีตั้งแต่พื้นที่ภู หรือใกล้เคียงภู มาโคก ทุ่ง และทาม ครบทุกลักษณะ ซึ่งแต่ละพื้นที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกันไม่ได้ นาทาม  นาลุ่ม หรือนาที่เป็นขี้ตมนั้น เครื่องไม้เครื่องมือ บนนาต้องเบา พอให้ไม่ทำร้ายโคลน เพราะต้องขี้ตมหรือโคลนพยุงตัว ในขณะที่นาโคกนั้นถนัดเครื่องจักรกลหนัก แต่ต้องสภาพให้เอื้อต่อการขึ้นลงแต่ละครั้ง รวมถึงการกลับตัวของเครื่องมือ ที่ส่วนมากเป็นพวกรถไถ ซึ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเลือกใช้เครื่องมือ และนวัตกรรมในแต่ละพื้นที่ 4) เงื่อนไขทางวัฒนธรรม เมื่อตอนค้นพบเงื่อนไขนี้เอาเข้าจริงๆ คนค้นพบเองก็แปลกใจ เพราะเครื่องมือที่ออกแบบโดยกลุ่มผู้ไท อาทิเช่น เครื่องหยอดข้าว มีความแตกต่างกันของไทลาวในพื้นที่ทั่วไปที่ความถี่ห่าง ระยะระหว่างการหยอด โดยถูกคิดจากนิสัยและความคุ้นเคยของการทำนาที่แตกต่างกัน 5) เงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระบบนาเล็กๆ ไว้กับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงทุกวัน และนาผืนเล็กในอีสานตอนกลางก็ต้องปรับตัวไม่ต่างจากพื้นที่เกษตรอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งประเด็นหลักยังคงเป็นเครื่องมือในการจัดการดิน น้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานการผลิต และมีความแปรปรวนตามสภาพอากาศ  

และจากสำรวจในระยะเวลา 8 เดือน พบว่า นวัตกรรมของช่างชาวนา 8 คน ที่พบ มีจำนวน 16 ชิ้น พบนวัตกรรมที่เป็นเชิงความรู้ จำนวน  5 หมวด คือ ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการปลูกพืชความรู้ในการเลี้ยงสัตว์ องค์ความรู้ในการจัดการน้ำ องค์ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดิน องค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามภูมินิเวศ และองค์ความรู้ที่เป็นเทคนิควิธีการใหม่ คือ องค์ความรู้ในการทำนาดำแบบง่าย

จากการสนทนาแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายช่างชาวนาและเครือข่ายของศูนย์ปราชญ์ พบว่า องค์ประกอบที่สำคัญของการทำงานเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมของชุดนี้ประเด็นนี้และถือเป็นเป้าหมายของเครือข่ายคือ 1) นวัตกร ในที่นี้ทีมวิจัยและเครือข่ายช่างชาวนาสรุปว่า คนที่จะเป็นนวัตกร ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นช่างเท่านั้น แต่หมายรวมถึงชาวนา นักคิด ผู้สนใจคิดค้นนวัตกรรมที่ใช้ในระบบการทำนา และระบบเกษตรอื่นๆ ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน  2)ตัวนวัตกรรม ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่เป็นเครื่องมือในระบบเกษตร ตั้งแต่ระบบการผลิตไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ที่มีความเหมาะสมกับเงื่อนไขต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น อีกส่วนหนึ่งคือ นวัตกรรมที่เป็นความรู้ ทั้งวิธีการใช้เครื่องมือ วิธีการการผลิตจนไปถึงเก็บเกี่ยวที่ทำให้คุณภาพของการผลิตและชีวิตของผู้ผลิตคดีขึ้น ความรู้ที่ต้องใช้ในการทำการผลิตและเก็บเกี่ยวผลผลิต 3) การยอมรับนวัตกรรม ซึ่งถือกันว่าการสร้างการยอมรับนวัตกรรมก็เป็นนวัตกรรมประเภทหนึ่ง เพราะถือเป็นส่วนที่สำคัญของการทำงาน และเป็นตัวชี้วัดว่านวัตกรรมที่ผลิตมานั้นสามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้หรือไม่อย่างไร เช่น การจะสร้างการยอมรับในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ต้องอาศัยวิธีการ และการสร้างระบบเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนของเกษตรกรที่ยังทำเกษตรแบบอื่นๆ เป็นต้น

ปัจจุบัน ชุดโครงการ  การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตข้าวในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ด้วยหาความรู้ไปถึงขั้นของการจัดระบบกลุ่มช่างชาวนาที่สามารถยกระดับไปสู่การผลิตนวัตกรรม ซึ่งหมายรวมถึง เครื่องไม้เครื่องมือ และความรู้ทั้งในแง่ของการผลิต การรวมคน และการสร้างการยอมรับและการแลกเปลี่ยน เพื่อให้ชาวนา และเกษตรกรสามารถเข้าถึงนวัตกรรม และสามารถร่วมออกแบบเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับเงื่อนไขด้านต่างๆ ได้อย่างสมประโยชน์

อย่างไรก็ดี สุดท้ายแม้ว่านวัตกรรมต่างๆ ในสังคม จะนำไปสู่การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที แต่หัวใจของการสร้างสรรค์นวัตกรรมของชาวบ้านยังคงปักหลักมั่นคงกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร ความเป็นมิตรอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติแวดล้อม รวมไปถึงการเคารพและสามารถมีศักดิ์ศรีและสิทธิที่จะสามารถสร้างสรรค์ชีวิตได้ด้วยตัวเองอย่างเสมอภาคกับผู้อื่นในสังคม  สุดท้ายแล้วแม้ว่าภาพของเครื่องบินหรือโดรนพ่นยาในไร่จะยังคงถูกผลิตซ้ำไม่หยุดหย่อย แต่การเข้าถึงนวัตกรรมของคนในสังคมหรือแม้กระทั่งชาวนาหรือเกษตรกรเองคงจะไม่ใช่เส้นทางของผู้รับ หรือผ้ามกระแสของกลุ่มผู้ผลิตนวัตกรรมรายใหญ่แบบเดียวอีกต่อไป เพราะในวันเวลานี้เป็นที่ยืนยันชัดเจนแล้วว่า นวัตกรรม ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป และไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมได้เสมอภาคกัน   .  


+++++++++++



[1] อ่านเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้จาก รายงานโครงการ “การศึกษารูปแบบการผลิตในระบบนาดำที่ง่าย ใช้แรงงานและเหมาะสมกับระบบนิเวศน์นาโคก นาทุ่ง และนาลุ่ม กรณีศึกษา กลุ่มเครือข่ายชาวนาอินทรีย์ในพื้นที่ตำบลกำแมด  ต.โพนงาม อ.กุดชุม  และ ต.โคกสำราญ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร” โดย ดาวเรือง พืชผล และคณะ

[2] สุเมธ ปานจำลอง ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน ภาคอีสานตอนกลาง และ หัวหน้าโครงการชุดสร้างเสริมความมั่นคงทางอาหาร และอธิปไตยทางอาหาร ในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง

[3] อุบล อยู่หว้า ที่ปรึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ ของศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน ในพื้นที่ภาคอีสาน

[4] จากบทความ  ทางตันของชาวนา โดย พฤกษ์ เถาถวิล ที่มา  https://prachatai.com/journal/2016/11/68739  สืบค้นเมื่อวันที่  30 มิถุนายน 2560 เวลา 16.25 น.

Comments
* The email will not be published on the website.