งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในบริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้


14 Jan
14Jan




งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในบริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ : ทิศทางในอนาคต

ปิยะ  กิจถาวร

           

               สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประกอบด้วย จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส จากมุมมองของคนในพื้นที่พบว่า พื้นที่แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาของการอยู่ร่วมกันของชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิม ที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งด้านศาสนา ภาษา การแต่งกาย  ความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา ซึ่งมีคุณค่าต่อการเรียนรู้และการสร้างองค์ความรู้สำหรับอยู่ร่วมกันของสังคมไทย  ในขณะที่การรับรู้ของคนในภูมิภาคอื่นๆของประเทศ  พื้นที่แห่งนี้กลับเป็นพื้นที่ที่มีแต่ความรุนแรง น่ากลัว ไม่น่าอยู่  ความแตกต่าง หลากหลายดูเสมือนหนึ่งว่า ได้ก่อให้เกิดปมปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย  

               โจทย์ใหญ่ของการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ  จะทำอย่างไรที่จะทำให้ความหลากหลายทั้งด้านศาสนา ภาษา ความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญาซึ่งเป็นต้นทุนของชุมชนท้องถิ่นได้ถูกฟื้นฟู เข้าถึงได้ ใช้ประโยชน์ได้ และนำสู่การยอมรับและสร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งในระดับชุมชน และสังคมภายนอกในภูมิภาคต่างๆของประเทศ

              งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หรือชาวบ้านทำวิจัยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้ชาวบ้านได้ใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของตนเอง ผ่านการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มตั้งแต่การกำหนดประเด็นปัญหาที่ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่เห็นร่วมกันว่า เป็นปัญหาสำคัญที่อยากหาคำตอบ อยากแก้ไข การช่วยกันเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นปัญหานั้นๆ และปฏิบัติการด้วยตัวชาวบ้านเองเพื่อทดลองแก้ไขปัญหาและการสรุปผลจากการปฏิบัติว่า สามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่อย่างไร ถ้าแก้ไขได้ก็เป็นตัวอย่างที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันได้กว้างขวางมากขึ้น ถ้าล้มเหลวก็จะได้รู้ว่าล้มเหลวเพราะอะไร ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหานี้จะเป็นข้อมูล เป็นความรู้ เป็นประสบการณ์ที่สร้างการเรียนรู้ให้กับชาวบ้านในแต่ละชุมชนที่จะรู้จัก เข้าใจ และเห็นทางแก้ไขปัญหาของชุมชนตนเองได้ดียิ่งขึ้น

ชาวบ้านทำวิจัยในบริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

            ปี พ.ศ. 2543 – 2546

            เป็นช่วงเริ่มต้นของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นปัญหาที่ชาวบ้านอยากแก้ไขโดยใช้การวิจัยเพื่อท้องถิ่นคือ ประเด็นด้านเด็กและเยาวชน การศึกษากับชุมชน เศรษฐกิจชุมชน วัฒนธรรม และด้านการบริหารจัดการท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น

            จ.ปัตตานี  โครงการหลักสูตรท้องถิ่นระดับอนุบาล โรงเรียนจริยอิสลามศึกษา (อนุสรณ์แห่งความดี) อ.หนองจิก ดำเนินการในปี 2543 – 2544 

            จ.นราธิวาส โครงการจัดหาอาหารแก่เด็กและเยาวชน ในศูนย์อบรมเลี้ยงดูให้การศึกษาเด็กกำพร้า และผู้ด้อยโอกาสมะนังตายอ  อ.เมือง  ดำเนินการปี 2543 – 2544 โครงการศึกษาเกี่ยวกับอัตราภาษีศุลกากรผ้ากระสอบ และหาทางเลือก ในการจัดตั้งตลาดนัดผ้ากระสอบที่ อ.ตากใบ ดำเนินการปี 2544

            จ.ยะลา โครงการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะการทำกริชรามันห์ ต.ตะโละหะลอ อ.รามันห์ (คำว่ารามันห์ ชาวบ้านอธิบายว่ามาจากคำว่า เราะฮ์มานแปลว่า เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า) ดำเนินการปี 2544 – 2545

            และในปี 2545 ดำเนินการในพื้นที่ 3 จังหวัดร่วมกันระหว่างข้าราชการ พ่อค้า นักวิชาการและชาวบ้านจากจ.นราธิวาส  ยะลาและปัตตานี ภายใต้ชื่อโครงการ “ข้อค้นพบจากการศึกษา เพื่อทำความเข้าใจปัญหาพื้นฐานของจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส” โดยมีชาวบ้านที่สุ่มจากทุกตำบลของ  9 อำเภอ ใน 3 จังหวัด จำนวน 589 คน มาร่วมกันจัดประชุมเวทีชาวบ้านในระดับอำเภอ และระดับจังหวัด รวม 13 ครั้ง ระหว่างมกราคม - มีนาคม 2545 ซึ่งสรุปได้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายรัฐบาลบางเรื่องยังไม่ประสบผลสำเร็จเช่น ผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ การว่างงาน การศึกษาและจริยธรรมของเด็กและเยาวชนเสื่อม   การจัดการศึกษาของรัฐบาลไม่สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นและขาดมาตรฐาน ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ และนโยบายรัฐไม่ตรงกับสภาพท้องถิ่น  งานวิจัยนี้ จึงเป็นโจทย์หรือคำถามของชาวบ้านที่มุ่งหวังให้รัฐบาลหรือผู้ร่วมสังคมไทยเป็นผู้ตอบมากกว่าเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา รวมทั้งเพื่อให้นักวิชาการตลอดจนผู้สนใจปัญหาชายแดนภาคใต้นำไปศึกษาวิจัยต่อเนื่องเพื่อช่วยกันพัฒนายุทธศาสตร์และแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต10 - 20 ปีข้างหน้า

            นอกจากนี้ นักวิจัยชาวบ้านจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้นำเสนอประเด็นที่ควรสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่นใน จ.ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

            ประเด็นชายแดน  วิถีชีวิตชุมชนชายแดนตามหลักการศาสนา , แกนนำและเครือข่ายเยาวชนชายแดน 

            ประเด็นการบริหารจัดการภายในชุมชน  ความจริงในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร

            ประเด็นผู้นำชุมชน  ผู้ดูแลความเรียบร้อยของหมู่บ้าน 

            ประเด็นศาสนา วิธีการสร้างให้ชุมชนมีจิตสำนึกในอิสลาม  วิธีการป้องกันภัยต่าง ๆ ที่จะมาทำลายขนบธรรมเนียมประเพณี  , การรับผิดชอบร่วมกันของมุสลิมคืออะไร , อาหารฮาลาล 

            ประเด็นเยาวชน  เยาวชนผู้ติดยาเสพติดและเยาวชนว่างงาน , ทำไมเด็กหรือเยาวชนมุสลิมไม่เรียนรู้จนรอบรู้จริง การให้โอกาสต่อเยาวชนที่ด้อยโอกาสจะทำอย่างไร , ปัจจุบันเยาวชนมุสลิมกำลังทำอะไร , การเปิดโอกาสให้เยาวชนต่อต้านสิ่งไม่ดี เช่น ยาเสพติด

            ประเด็นมุสลิมะฮ์ ( สตรีมุสลิม )  ความอิสระของการใช่ผ้าคลุม ,  เยาวชนมุสลิมะฮ์ ( เยาวชนสตรีมุสลิม ) ใน 3 จังหวัดชายแดน

            ประเด็นครอบครัว  ครอบครัวมุสลิมกับการแต่งงาน , ครอบครัวที่มีการจัดการที่ดี

            ประเด็นศิลปวัฒนธรรม-  ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น,  การกีฬากำปง (ชนบท)การส่งเสริมภาษามลายูกลางทั้งการพูดและการเขียน (หน่วยประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคใต้ตอนล่าง, การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี)

            และผลการประเมินโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเมื่อปี 2546 พบว่าจุดแข็งของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้สร้างโอกาสแก่ชุมชนในการเรียนรู้คุณค่าของชุมชน เรียนรู้กระบวนการวิจัยอย่างเป็นระบบ และมีความเห็นเชิงบวกต่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้พัฒนาวิธีการพัฒนาชุมชนที่เคยใช้กันอยู่ให้ก้าวหน้าขึ้นไปกว่าเดิมจากการมีส่วนร่วมธรรมดากลายเป็นร่วมค้นคิดปัญหา ร่วมเก็บข้อมูล ร่วมวิเคราะห์และหาข้อสรุป  จุดอ่อนที่สำคัญคือ วิธีการสร้างความรู้ใหม่จากชุมชนยังมีข้อจำกัด ส่วนใหญ่เน้นการถ่ายทอดจากคนรุ่นก่อนๆ การเก็บข้อมูลเน้นข้อเท็จจริง(fact)น้อยกว่าความเห็น(opinion) และหลายโครงการยังมีศรัทธามากกว่าปัญญา รวมทั้งพันธมิตรยังอยู่ในวงจำกัด การระดมการมีส่วนร่วมของนักวิชาการและสถาบันการศึกษายังไม่กว้างขวางนักเมื่อเทียบกับระยะเวลาหลายปีที่งานนี้ได้เริ่มมา ถ้าไม่เร่งระดมความร่วมมือ แนวคิดวิจัยเพื่อท้องถิ่นอาจจะถึงจุดอิ่มตัวหรือทางตันโดยปริยาย เงื่อนไขที่เป็นโอกาสการพัฒนาคือ สังคมไทยกำลังต้องการความรู้ในการแก้ไขปัญหาของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีเนื้อหา รูปแบบ ทางออกที่ไม่เหมือนกัน งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว.กำลังเดินมาถูกทาง วางตำแหน่งของตนอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับสถานการณ์และพื้นที่ (วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ และคณะ,2546,รายงานการประเมินผล โครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย,น.51-52)

            ปี 2547 – ปัจจุบัน ได้เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส การปิดล้อมและวิสามัญฆาตกรรมในมัสยิดกรือเซะ เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส รวมทั้งการกล่าวหาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและโรงเรียนตาดีกา(ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด) ว่าเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังโจร/ผู้ก่อการร้าย มีการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย การลอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์จนทำให้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นชนวนเหตุของความรุนแรงอีกครั้งหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

            เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และความอยู่รอดของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก  ในการทบทวนทิศทางการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2550 ได้มีข้อเสนอแนะจากนักวิจัยชาวบ้านที่ร่วมดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาตั้งแต่ต้นร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่  เพื่อหาแนวทางพัฒนางานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในสถานการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งมีข้อสรุปว่า ควรเน้นการพัฒนางานวิจัยเพื่อท้องถิ่นประเด็นด้านอาชีพ และการศึกษาของชุมชนเป็นหลัก เพื่อให้ชาวบ้านและชุมชนสามารถพึ่งตนเองและพัฒนาได้ในระยะยาว จากผลข้างต้น จึงได้มีการปรับแนวทาง และรูปแบบการดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังนี้

            การขยายงานเชิงพื้นที่ และเชิงประเด็น

            ปี  2549 ตั้งศูนย์ประสานงานวิจัยอิสลามศึกษาและวัฒนธรรม ตั้งอยู่ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ต.เขาตูม  อ.ยะรัง  ตามบันทึกความร่วมมือระหว่าง สกว. กับมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เพื่อสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นและ การนำเอาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของอัลกุรอาน “นัยมุรนีอัลกุรอาน” มาสร้างความรู้ และสร้างพลังชุมชน   รวมตลอดถึงการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอิสลามในพื้นที่ การร่วมกันพัฒนางานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในประเด็นการศึกษา  และวัฒนธรรม

            ปี 2551 ตั้งหน่วยประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเชิงพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส สนับสนุนสถานที่ทำงาน และระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ท  มีภารกิจหลักสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นและการพัฒนาโครงการวิจัยร่วมกับวิทยาลัยชุมชนนราธิวาสและเครือข่าย

            ปี 2552  ตั้งหน่วยประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสงขลา โดยความอนุเคราะห์ของคณะแพทย์ศาสตร์ และสถาบันวิจัยสุขภาพภาคใต้(วพส.) โดยใช้สถานที่และอุปกรณ์ร่วมกับโครงการบัณฑิตอาสา วพส.

            ปี 2552 ตั้งพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นพื้นที่อ่าวปัตตานี

            ปี 2553 ตั้งศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดปัตตานี


         การพัฒนาทุนสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ   

            ปี 2549 สนับสนุนทุนวิจัยนักศึกษาระดับปริญญาตรีสำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา และมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา โดยเน้นโจทย์วิจัยที่เป็นปัญหาและความต้องการของชุมชน ชุมชนที่เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

            ปี2549 ทุนวิจัยครูเทศบาลเมืองนราธิวาส เพื่อพัฒนาครูขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

            ปี 2550 ทุนวิจัยกิจกรรมทางเลือก (Alternative Activity Research : AAR ) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า

“เฮาะกีตอ” (โครงการของพวกเรา)

            ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านทุกศาสนิก ทุกกลุ่มตกอยู่ในภาวะความไม่ปลอดภัยและความกลัว  เหยื่อของความรุนแรงทั้งหญิงหม้าย  เด็กกำพร้า เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้นำศาสนาทั้งพุทธและอิสลาในชุมชน ต่างก็ตกเป็นผู้ถูกกระทำ ถูกบีบคั้นให้เลือกข้าง ขาดโอกาสที่จะสร้างทางเลือก สร้างกิจกรรมทางศีลธรรม จริยธรรมที่ดีงามในชุมชนของตนเอง จึงเกิดคำถามว่า มีโครงการ มีกิจกรรมอะไร ที่จะเป็นทั้งงานวิจัย(ตั้งคำถาม – สร้างความรู้) และงานพัฒนา(สร้างโอกาส - สร้างการเปลี่ยนแปลง) เพื่อจะได้เป็น “เครื่องมือกระตุ้นและคงไว้ซึ่งความสมานฉันท์ และความเข้มแข็งของคนในท้องถิ่น”

แนวคิดของโครงการนี้คือ ชุมชนต้องเป็นเจ้าของทุกขั้นตอน หรือ “เฮาะกีตอ” (โครงการของพวกเรา) ทำกิจกรรมเล็ก ๆ ที่มีความหมายและเป็นประโยชน์กับกลุ่มเด็ก เด็กกำพร้า เยาวชน สตรี หญิงหม้าย และผู้นำศาสนา

พื้นที่ดำเนินงานของโครงการ ครอบคลุม จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา (จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย)

กิจกรรมที่ให้เป็นทุนทำกิจกรรมละ 5,000 บาท ภายใต้ 5 หัวข้อ สตรี/หญิงหม้าย เด็ก/เด็กกำพร้า/เยาวชน ผู้นำศาสนา กองทุนช่าง (เด็กทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์) และกองทุนแม่ (สนับสนุนอาชีพ และจ่ายคืน)

หลักการบริหารโครงการ แต่ละโครงการมีเวลาเริ่ม และระยะเวลาเสร็จ โครงการที่เสนอต้องได้รับความเห็นชอบจากคนในชุมชน แต่ละพื้นที่ (ตำบล) ขอได้ที่ละไม่เกิน 3 โครงการ มีคณะกรรมการพิจารณาโครงการ (ตัวแทนจากชาวบ้าน) ต้องรายงานผลการดำเนินงานภายใน 3 เดือน  มีเวทีเสนองานภายใน 6 เดือน หลังจากนั้นจะไม่มีการติดตามต่อ

            ตั้งแต่เดือนกันยายน 2550 - มกราคม 2554 สกว.ได้ให้การสนับสนุนไปแล้วรวม  1,240 โครงการ โครงการละ 5,000 บาท เป็นเงิน6,200,00 บาท ดำเนินการในพื้นที่ 24 อำเภอ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 27,739 คน 

            ผลการประเมินทุนสนับสนุนการวิจัยกิจกรรมทางเลือก สนับสนุนโดยมูลนิธิเพื่อการเยียวยาและสร้างความสมานฉันท์ชายแดนใต้ (มยส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินการเมื่อปี 2553 สรุปได้ดังนี้

วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (retrospective study) จากโครงการที่ดำเนินการระหว่างกันยายน พ.ศ. 2550 - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 รวม 7 รุ่น   715 โครงการ เงินสนับสนุนทั้งสิ้น 3,575,000 บาทมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) ใช้แบบสอบถาม และมีพนักงานสัมภาษณ์ซึ่งจะได้รับการอบรมการสัมภาษณ์ก่อนเก็บข้อมูลจริงในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม พ.ศ. 2553


ผลการศึกษา

               ข้อมูลหมู่บ้าน สุ่มหมู่บ้านตัวอย่างมาทั้งสิ้น 51 หมู่บ้าน ปัตตานี (23) ยะลา (10) นราธิวาส (15) และสงขลา (3) จำแนกสีของหมู่บ้าน เป็นสีเขียว เหลือง แดง สีละ 17 หมู่บ้าน (ตามคำนิยามของราชการ) ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกระดับของการพัฒนาในชุมชนนั้น ๆ ทั้งนี้ลักษณะข้อมูลหมู่บ้าน ประกอบด้วย ศาสนา ขนาดครอบครัว อาชีพ และการจัดตั้งกลุ่มในชุมชน ข้อมูลโครงการสำหรับข้อมูลโครงการ AAR สนับสนุนจริง 107 โครงการ พบข้อมูลที่สมบูรณ์ 93

               โครงการ (ร้อยละ 87.0) จากการลงสัมภาษณ์จริง

               ผลผลิตเบื้องต้น สิ้นสุดของกิจกรรม 72 โครงการ (ร้อยละ 77.4) มีกิจกรรมที่ดำเนินการต่อเนื่อง 21 โครงการ (ร้อยละ 22.6)

               ข้อมูลบุคคล ผู้ตอบแบบสอบถาม 2,375 คน: เป็นชาวบ้าน 1,012 คน (ร้อยละ 42.4) ผู้ร่วมกิจกรรม AAR 1,373 คน (ร้อยละ 57.6)

            ผลประเมิน

              1.ผู้สูญเสีย(victims)ซึ่งประกอบด้วย เด็กกำพร้า  เยาวชน สตรี สตรีหม้าย และผู้นำศาสนา จะสามารถ

เปลี่ยนแปลงมาเป็นผู้แก้ปัญหาชีวิตของตนเอง(actors) ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ทางศาสนา และด้านชีพเพื่อการพึ่งตนเอง

              2. การคงไว้ซึ่งความสมานฉันท์และความเข้มแข็งของคนในท้องถิ่น จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการฟื้นฟูทุนทางสังคม

ที่สะสมและดำรงอยู่ในแต่ละชุมชน ทั้งที่เป็นนามธรรมในรูปของความเชื่อ ความศรัทธาทางศาสนา และที่เป็นรูปธรรมในรูปของการทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่น

              3.การจัดกิจกรรมดูแลเด็กกำพร้า หญิงหม้ายและผู้ยากไร้ในชุมชน ผ่านกิจกรรมทางเลือกเปรียบเสมือนสะพาน

ที่จะเชื่อมโยงสู่การเข้าถึง เข้าใจและการพัฒนาบนฐานความรู้ที่มองไม่เห็น(Tacit Knowledge)ของชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยเฉพาะในด้านศาสนาและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น

              การศึกษาครั้งนี้พบว่าชุมชนมีความไม่รู้ทางด้านศาสนาอยู่มากและกลายเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม ปัญหาการใช้ความรุนแรงด้านต่างๆที่ดำรงอยู่ในพื้นที่ 

              ข้อสรุปจากกลุ่มเยาวชนว่า การจัดกิจกรรมกีฬาได้ผลทางด้านกำลังใจ แต่ถ้าต้องการให้เยาวชนเลิกยาเสพติดต้องสร้างให้เยาวชนเกิดสำนึกจากภายในโดยการให้ความรู้หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา 

              การพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร การปศุสัตว์ให้กับเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไปมักล้มเหลว เพราะช่วงวัยนี้ต้องการทำงานที่มีรายได้ทันทีรายวัน

              4.ผลการประเมินยังพบว่าตัวแปรหรือปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จคือ 

ด้านพื้นที่พบว่า จังหวัดที่มีอัตราความสำเร็จสูงสุดคือ นราธิวาส รองลงมา คือ ปัตตานี ยะลาและสงขลา หัวหน้าโครงการที่มีประสบการณ์การทำกิจกรรมมีอัตราความสำเร็จสูงกว่าหัวหน้าโครงการที่ไม่มี

ประสบการณ์ โครงการที่หัวหน้ามีอาชีพเป็นแม่บ้าน นักเรียน นักศึกษาและรับจ้างทั่วไปมีอัตราความสำเร็จต่ำกว่าหัวหน้าโครงการที่มีอาชีพเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐหรือเอกชน

               กิจกรรมที่มีองค์กรพัฒนาเอกชน/มูลนิธิ อบต. และหน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลชุมชนมีอัตราความสำเร็จสูงกว่ากิจกรรมที่ไม่มีองค์กรฯ มาดูแล โครงการที่มี

               โครงการที่มีการเชื่อมโยงคนหลายกลุ่มเข้ามาร่วมกันทำกิจกรรม จะมีอัตราความสำเร็จต่ำกว่าการทำกิจกรรมในคนกลุ่มเดียว

สรุป : ทิศทางในอนาคต

              1.ทิศทางของงานวิจัยเพื่อท้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคตควรเน้น

             “ด้านอาชีพ และการศึกษาทั้งทางด้านศาสนา สามัญและด้านอาชีพเป็นหลัก เพื่อให้ชาวบ้านและชุมชนสามารถพึ่งตนเองและพัฒนาเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาพื้นที่ได้จริงในระยะยาว” 

              2. ด้านการสนับสนุน และการใช้ความรู้จากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทั้งการใช้ได้จริงในระดับท้องถิ่น และสร้างความหมาย สร้างคุณค่าต่อสังคมไทย ควรเริ่มต้นจากคำถามข้อคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิท่านต่างๆดังต่อไปนี้

                 1) ศ.ดร.ชัยวัฒน์  สถาอานันท์ ตั้งคำถามว่า

                     - ความรู้ที่จำเป็นในสถานการณ์ความรุนแรง  ควรเป็นความรู้แบบ 3C คือ Critical ความรู้เชิงวิพากษ์ ไม่ใช่ความรู้แบบเชื่องๆ  Creative ความรู้ที่สร้างสรรค์ ไม่ติดกับดัก  Compactions มีเมตตาธรรม  ขอให้นึกถึงคนที่เล็กที่สุด อ่อนแอที่สุด และส่งผลกระทบต่อเขาอย่างไร ซึ่งโลกไม่เคยรับรู้ว่ามีเขาอยู่(ช่างซ่อมตุ๊กตาแห่งอาเคเซีย) (การประชุมที่ สกว. เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2555)

                     - จะใช้ข้อมูลต่อสู้กับความเชื่อผิดๆของรัฐ ของ จนท.รัฐ อย่างไร ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้.ถูกบังคับด้วยความรุนแรง จนทำให้ไม่เห็นศักยภาพด้านอื่นๆ รวมทั้งทำให้ความเป็นพหุลักษณ์ พื้นที่ทางสังคม สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกลุ่มต่างลดลง (การประชุมที่ สกว. เมื่อวันที่1 พฤศจิกายน. 2555)

                   2) ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สกว. ตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาและทางออกของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า

                     - องค์ความรู้อะไรที่จะยุติความรุนแรง   สันติภาพบนข้อเท็จจริงทำอย่างไร  การหาโอกาสเชิงบวก  ปัจจัยความสำเร็จคืออะไร  การขยายผล งานวิจัยเพื่อสร้างตัวอย่างที่ดีคืออะไร 

                    - กุญแจคือ พหุวัฒนธรรมและพลังของเครือข่าย

                   (การประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สกว. เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555)


-------------------------------

Comments
* The email will not be published on the website.