งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เครื่องมือสร้างปัญญาเพื่อการปรับตัว


13 Jan
13Jan


สันติ จียะพันธ์ 


ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคกลาง ตะวันตก และศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคตะวันออก ก่อตัวขึ้นในช่วงปีพ.ศ.2543 โดยความร่วมมือของประชาคมนักวิชาการที่ทำงานกับเครือข่ายชุมชน และนักพัฒนาภายใต้โครงการ SIF ได้แก่ ผศ.ดร.ทิพวัลย์ สีจันทร์ , ผศ.สุวิดา ธรรมมณีวงศ์ , ผศ.เอี่ยม ทองดี และ ผศ.ไพโรจน์ แสงจันทร์  มีพันธกิจหลักคือการหนุนให้ชาวบ้านสามารถทำวิจัยได้ โดยมุ่งเน้นการหาคำตอบในเชิงการสร้างความรู้จากการวิจัยที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและแก้ปัญหาของชุมชนได้ ซึ่งกระบวนการขับเคลื่อนในระยะแรกให้ความสำคัญกับการ “เปิดพื้นที่” แลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานของชุมชน นักพัฒนา นักวิชาการ เพื่อตอบสนองกระแสชุมชนท้องถิ่นและสถานการณ์เชิงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทัน 

โดยตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก มีความพยายามในการพัฒนารูปแบบการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่ โดยแบ่งเป็น 4 ยุค ได้แก่ ยุคก่อตัว ยุคเรียนรู้ ยุคการพัฒนา และยุคขยายผล  

ยุคก่อตัว (พ.ศ.2543 – 2545) เป็นยุคเริ่มต้นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่ศูนย์ประสานงานฯ ภาคกลาง ตะวันตก และศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคตะวันออก มีบทบาทในการชักชวนนักพัฒนาและผู้นำชุมชนในพื้นที่จังหวัดที่สนใจให้ลุกขึ้นมาทำโครงการวิจัยร่วมกับชุมชนในพื้นที่ มีเวทีพิจารณาโครงการที่ให้นักวิจัยมาร่วมนำเสนอแนวคิดและข้อเสนอโครงการเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ และสร้างการเรียนรู้เติมเต็มแนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นร่วมกัน

ยุคที่สองเป็นยุคเรียนรู้ (พ.ศ.2546 – 2549) เป็นยุคที่ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นและพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่และร่วมกันพัฒนาโครงการ การติดตามโครงการข้ามพื้นที่ การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนหนุนวิจัยเพื่อท้องถิ่นรุ่นใหม่ (Junior Staff Node) หรือ JSN ซึ่งเน้นการเรียนรู้บทเรียนประสบการณ์ในการดำเนินงานระหว่างคนทำงานเพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น และมีทักษะการทำงานมากขึ้น การดำเนินงานสนับสนุนงานวิจัยในช่วง 2 ยุคแรก ทำให้เกิดผลที่สำคัญ คือ 1) เกิดการขยายฐานโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นครอบคลุมพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้แก่ สมุทรสงคราม นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สิงห์บุรี อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น 2) เกิดนักวิจัยชุมชนทั้งในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท ทั้งนักวิจัยเกษตรกร นักวิจัยแม่บ้าน นักวิจัยขับรถสามล้อเครื่อง นักวิจัยแรงงานรับจ้าง นักวิจัยเด็กเยาวชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือและวิธีคิดใหม่ในการจัดการตนเอง ในหลากหลายประเด็นงาน 3) เกิดโครงการวิจัยที่มีคุณภาพได้รับรางวัลโครงการวิจัยเด่น สามารถเป็นต้นแบบในการขยายผลการเรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปสู่ชุมชนและหน่วยงานในระยะต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการวิจัยรูปแบบการจัดการน้ำในคลอง ต.แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม , โครงการวิจัยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์หอยขาว ต.แหลมกลัด จ.ตราด , โครงการวิจัยการพัฒนาบ้านปลาเพื่อการประมงอย่างยั่งยืนของชุมชนท่าเรือแกลง ต.ท่าเรือแกลง จ.ระยอง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการหนุนเสริมให้เกิดการปักธงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นลงในชุมชนท้องถิ่นพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออกแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานฯ ในการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในระยะแรกคือ การสร้าง “พี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” (CBR Counselor) โดยการหนุนเสริมให้เกิดโครงการวิจัย ซึ่งเปรียบได้กับพื้นที่ปฏิบัติการภาคสนามระดับชุมชนที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ฝึกฝนการทำงานให้กับนักพัฒนาและนักวิชาการพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทั้งด้านการค้นโจทย์วิจัยของชุมชน , การพัฒนาข้อเสนอโครงการ , การหนุนเสริมการเรียนรู้และการทำงานแบบมีส่วนร่วมของนักวิจัยชุมชน เช่น การวางแผนการเก็บข้อมูล , การวิเคราะห์ข้อมูล , การสรุปบทเรียนการทำงาน รวมถึงการเขียนรายงานโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นต้น จนนำไปสู่การปลูกต้นกล้าพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นระดับพื้นที่จังหวัดในภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก ที่มีการทำงานขับเคลื่อนหนุนเสริมกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ยุคที่สาม “ยุคพัฒนา” (พ.ศ.2550 – 2552) เป็นช่วงที่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่ภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก เริ่มมีการเชื่อมโยงการทำงานไปสู่หน่วยงานองค์กรต่างๆ (ทั้งรูปแบบที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการที่เชื่อมโยงการทำงานผ่านตัวบุคคล) ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา อาทิ โครงการวิจัย “การศึกษาแนวทางการเพิ่มศักยภาพในการทำงานของสถานประกอบการจังหวัดสมุทรสงคราม” ที่ทีมวิจัยประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม สถานประกอบการในจังหวัดสมุทรสงคราม สโมสรโรตารี่ สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มูลนิธิศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และหอการค้าจังหวัด , การเชื่อมโยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ ของศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab) ในการจัดการเรียนการสอน โดยกำหนดพื้นที่และประเด็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับสถานะและหลักสูตรการเรียนการสอนของคณะเทคโนโลยีการเกษตรฯ มีขอบเขตพื้นที่เป็นเขตบริการการศึกษาของสถาบันฯ และเน้นประเด็นเกษตรและสิ่งแวดล้อม สุขภาวะชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชน ขบวนการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในยุคนี้ยังมีการเชื่อมโยงงานของภาคในยุทธศาสตร์เชิงประเด็น ได้แก่ ประเด็นการศึกษา ประเด็นทรัพยากร ประเด็นสุขภาวะและสวัสดิการชุมชน มีระบบการสนับสนุนร่วมกันในระดับภาค และทดลองเรียนรู้กลไกการพิจารณาโครงการระดับภาคที่เน้นการพัฒนาคนทำงานรุ่นใหม่ เครือข่ายพี่เลี้ยง เนื่องจากมีการเปลี่ยนผ่านคนทำงานรุ่นใหม่จำนวนมาก ซึ่งต้องอาศัยการเติมเต็มแนวคิด หลักการดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น และมีการทดลองสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นรูปแบบใหม่ๆ เช่น โครงการ CBMAG (Community-Based Master Grant) สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อท้องถิ่นสำหรับนักศึกษาปริญญาโท ในปีพ.ศ.2551 เพื่อขยายแนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปสู่สถาบันอุดมศึกษา การสนับสนุนโครงการในรูปแบบชุดโครงการเพื่อขับเคลื่อนงานเชิงประเด็น อาทิ ชุดโครงการวิจัย “การจัดการหนี้สินเกษตรกรภาคกลาง” พ.ศ.2550 , ชุดโครงการวิจัยประเด็นเกษตรเพื่อท้องถิ่นที่ทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน นักเรียน และสถาบันการศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตร (วษท.) สิงห์บุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เกิดการพัฒนาเป็นต้นแบบการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และผลักดันให้มีการทดลองหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับผู้เรียน งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในยุคที่สามนี้จึงเกิดการยกระดับการใช้ประโยชน์ทั้งกับกลุ่มเป้าหมายและประเด็นงานที่หลากหลายมากขึ้น ที่สำคัญในปีที่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นดำเนินมาครบ 10 ปี จึงมีการสังเคราะห์สกัดความรู้เชิงประเด็นและเชิงวิธีวิทยางานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มีต้นแบบงานวิจัยเด่นชัด สามารถเผยแพร่ขยายผลในวงกว้าง


ยุคการขยายผล (พ.ศ.2553 - 2559) เป็นช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งมีผลมาจากวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะของยุโรป กอปรกับการแข่งขันระหว่างประเทศที่ทำให้สินค้าส่งออกและสินค้าภาคเกษตรมีราคาตกต่ำ ตลอดจนเกิดความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม และภัยแล้ง ทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและแข่งขันทางเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว อาทิ การพัฒนาคน การปฏิรูปการศึกษา การจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจ ทำให้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในยุคการขยายผลนี้ถูกกำหนดให้ยกระดับไปสู่การตอบโจทย์และสร้างผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ร่วมของสังคมในภาพใหญ่มากขึ้นเป็นลำดับ 

ขณะที่มีผลประจักษ์ชัดว่า คุณลักษณะของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สามารถสร้างคน (นักวิจัยชาวบ้าน) และเน้นการสร้างความรู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทำให้หลายภาคี หน่วยงาน องค์กร สถาบันการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างสนใจใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการทำงานวิจัยและพัฒนาชุมชน ดังเห็นได้จาก งานความร่วมมือกับหน่วยงานฯ ที่ร่วมงานร่วมทุนผ่านโครงการวิจัย และความร่วมมือที่เป็นทางการผ่านรูปแบบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU อาทิ 



งานวิจัยในเขตวัฒนธรรมพิเศษ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี , มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก , บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (ระยอง) , มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด , มหาวิทยาลัยเกริก , มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี , กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ , มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประเทศไทย , ชุดโครงการชลประทานเพื่อท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทาน และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ชุดงานวิจัยประเด็นสวัสดิการชุมชน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงรูปธรรมของงานวิจัยที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่ไปสู่การจัดการความรู้เชิงประเด็นเพื่อตอบโจทย์ของสังคมและผลักดันเชิงนโยบายในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น เครือข่ายงานวิจัยประเด็นปัญหาช้างป่าในพื้นที่ จ.สระแก้ว จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ตราด และ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ศูนย์ประสานงานฯ สมุทรสงคราม , ศูนย์ประสานงานฯ ภาคตะวันออก ร่วมกับกรมอุทยานฯ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “การแก้ปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลการเกษตรของเกษตรกรท้องที่ จ.ตราด” ในปีพ.ศ.2553 ซึ่งทำให้เกิดแนวทางความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะต่อไป หรือ กรณีศูนย์ประสานงานฯ ฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต ที่สามารถผลักดันงานนโยบายภาษาท้องถิ่นเข้าสู่ระบบโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จนนำไปสู่การสนับสนุนงบประมาณในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ภาษาตามแนวชายแดนอีก 500 กว่าพื้นที่ในประเทศไทย และได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้ภาษากลุ่มชาติพันธุ์ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ในส่วนรูปแบบกระบวนการทำงานของศูนย์ประสานงานฯ และพี่เลี้ยงนักวิจัย ได้ยกระดับการหนุนเสริมกระบวนการเรียนรู้ของทีมวิจัยและชุมชนให้เท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอกที่ส่งผลกระทบกับชุมชนมากขึ้น มีการปรับใช้เครื่องมือในการยกระดับการวิเคราะห์ชุมชนที่ไกลกว่าสถานการณ์ระดับชุมชนอย่างเดียวไปสู่การวิเคราะห์ทางเลือกและทิศทางการตั้งรับปรับตัวของชุมชนในระยะยาว โจทย์การวิจัยระดับชุมชนจึงเชื่อมโยงไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนในอนาคต อาทิ ประเด็นการปรับตัวของวิถีเกษตรกร , ความมั่นคงทางอาหาร , การพัฒนาผู้สูงอายุเพื่อรับมือสังคมสูงวัย เป็นต้น 

การเติบโตและความก้าวหน้าของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในฐานะนวัตกรรมใหม่ของงานวิจัยและงานพัฒนา ทำให้เกิดความสนใจจากทั้งชุมชนและภาคีหน่วยงานองค์กรหลายภาคส่วนที่ต้องการใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการทำงานวิจัยและงานพัฒนาชุมชน ส่งผลให้เกิดการขยายผลกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปสู่สังคมวงกว้าง ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นและจำนวนบุคลากรในการทำงาน ศูนย์ประสานงานฯ และพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงมีรูปแบบการหนุนเสริมการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งด้านรูปแบบและกระบวนการสนับสนุนตามลักษณะประเภทของกลุ่มเป้าหมายและประเด็นงานยุทธศาสตร์ เช่น กระบวนการหนุนเสริมการทำงานของนักวิชาการสถาบันการศึกษา , กระบวนการหนุนเสริมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ , กระบวนการหนุนเสริมการทำงานของเครือข่ายชุมชน , กระบวนการทำงานเชิงประเด็น รวมถึงกระบวนการทำงานข้ามฝ่าย (สกว.) อาทิ งานจัดการน้ำ โดยศูนย์ประสานงานฯ สมุทรสงคราม , การเคลื่อนงาน ABC จังหวัดระยอง โดยศูนย์ประสานงานฯ สุวรรณภูมิ และศูนย์ประสานงานฯ ภาคตะวันออก กับ ฝ่าย 3 ของ สกว. เป็นต้น และแตกต่างทั้งด้านระดับความเข้มข้นในการติดตามหนุนเสริมการทำงานกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเดิมศูนย์ประสานงานฯ ใช้วิธีการหนุนเสริมที่เน้นการลงพื้นที่ติดตามสนับสนุนการทำงานอย่างใกล้ชิดเป็นหลัก งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในยุคที่ผ่านมาส่วนใหญ่จึงเป็น “งานทำมือ” (handmade) เน้นการลงพื้นที่หนุนเสริมแบบเกาะติด แต่ในยุคขยายผล ศูนย์ประสานงานฯ พี่เลี้ยงจะมีระดับความเข้มข้นในการติดตามสนับสนุนที่แตกต่างกันระหว่างโครงการรุ่นเก่าที่ทีมวิจัยมีการดำเนินงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง กับโครงการรุ่นใหม่ที่ทีมวิจัยเริ่มต้นทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ขณะที่การเติบโตและความก้าวหน้าของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกลับสวนทางกับคุณภาพและกำลังของคนหนุนงานวิจัย ที่มีการผลัดใบอยู่ตลอด ทำให้เกิดช่องว่างอย่างมากระหว่างแนวคิดทิศทางยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติการจริง ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ทักษะ เทคนิค วิธีการ และประสบการณ์ “ชั่วโมงบินสูง” หรือ “มืออาชีพ” ในการทำงาน สภาพดังกล่าวส่งผลให้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในยุคขยายผลนี้มีโครงการวิจัยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแนวคิดและวัตถุประสงค์โครงการ มีปัญหาเรื่องคุณภาพของโครงการและทีมนักวิจัยชุมชน เนื่องจากช่องว่างระหว่างคุณภาพกับศักยภาพและกำลังของทีมศูนย์ประสานงานฯ และพี่เลี้ยงงานวิจัย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องหาแนวทางแก้ไขร่วมกันเพื่อข้ามผ่านไปสู่บริบทการพัฒนายุคใหม่


แลหน้างานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ย่างก้าวที่ท้าทายสู่ยุค Smart Community 4.0

บริบทการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก ในระยะต่อไป มี 4 ด้านหลักๆ  คือ 

1) กฎ กติกาใหม่ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพการผลิตทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้ทันสมัย ปลอดภัย และแข็งขันได้ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศลดข้อจำกัดด้านเวลาและการขนส่ง 

2) การรวมกลุ่มเศรษฐกิจ การสร้างประชาคมอาเซียน การส่งเสริมการลงทุน เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการค้าชายแดน รวมถึงโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ เพื่อยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและการคมนาคมที่เอื้อต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจภาพรวม จึงต้องเตรียมความพร้อมหลายด้าน ทั้งด้านการพัฒนาแรงงานให้มีความรู้และทักษะการแข่งขันในภาคเศรษฐกิจใหม่ การพัฒนาคนและชุมชนท้องถิ่นให้พร้อมต่อการปรับตัวในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง 

3) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรทั้งในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงปัญหาผู้สืบทอดอาชีพเกษตรกร ซึ่งมีความจำเป็นที่ภาคเกษตรจะต้องปรับตัวจากวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรเชิงธุรกิจสมัยใหม่เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยอยู่รอดและแข่งขันได้ 

4) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เป็นผลให้เกิดภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเตรียมความพร้อมของชุมชนในการรับมือและเสริมความสามารถในการปรับตัวใช้ประโยชน์กับบริบทการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็ว ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับกระแสการพัฒนาชุมชนในรูปแบบของการสนับสนุนตรงไปยังชุมชนมากขึ้น ที่ผ่านมาขบวนการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่ภาคกลางมีต้นทุนที่ดี ทั้งด้านฐานเครือข่ายนักวิจัยชุมชน ฐานเครือข่ายศูนย์ประสานงานฯ พี่เลี้ยงงานวิจัย และฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่เป็นกลไกหนุนเสริมเชื่อมโยงการทำงานของเครือข่ายวิจัยภาคกลางฯ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนทางปัญญาและบทเรียนประสบการณ์ การทำงานของเครือข่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคกลางฯ ได้แก่ ความรู้ในการจัดการปัญหา การปรับตัวของชุมชน และความรู้

ภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินงานวิจัยและการหนุนเสริมการวิจัยในช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฐานทางปัญญาที่สามารถนำมาสังเคราะห์เพื่อปรับใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปและมียุทธศาสตร์การทำงานร่วมกันที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างมีพลัง อีกทั้งการพัฒนาระบบสนับสนุนการวิจัย ระบบงบประมาณ กรอบเวลาเงื่อนไข และตัวชี้วัดขององค์กรที่เพิ่มมากขึ้น คุณภาพและผลิตภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องก้าวให้ข้ามร่วมกัน บทเรียนและเงื่อนไขที่สำคัญในการทำงานที่เครือข่ายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก ต้องก้าวข้าม โดยสรุปมีด้วยกัน 9 ประการ คือ 

เรื่องแรก กระบวนการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในปัจจุบันขยายขอบเขตไปสู่การทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานมากขึ้น โดยมีเป้าหมายขยายผลแนวคิดและกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปสู่หน่วยงาน/องค์กรเพื่อสร้างนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นในหน่วยงาน/องค์กรดังกล่าว เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นต่อไป อย่างไรก็ตาม หน่วยงานส่วนใหญ่ยังมีฐานคิดและประสบการณ์การทำงานวิจัยที่อยู่บนพื้นฐานกระบวนทัศน์การวิจัยกระแสหลัก ซึ่งต้องอาศัยรูปแบบวิธีการทำงานแบบใหม่ในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และกระบวนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ

เรื่องที่สอง การพัฒนารูปแบบข้อเสนอโครงการวิจัยและรายงานการวิจัยที่มีคุณภาพและมุ่งเน้นให้มีความสมดุลระหว่างงานวิชาการกับการเรียนรู้ของชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ของชุมชนและสังคม 

เรื่องที่สาม การพัฒนารูปแบบการนำเสนอผลการวิจัยเพื่อให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งต้องพัฒนารูปแบบการนำเสนอให้น่าสนใจมากขึ้นหรืออาศัยรูปแบบสื่อสมัยใหม่ 

เรื่องที่สี่ การพัฒนาวิธีวิทยางานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เนื่องจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายใหม่มากขึ้น บนสถานการณ์งานพัฒนาและงานวิชาการที่มีลักษณะใกล้เคียงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมากขึ้น ทำอย่างไรให้ง่ายต่อการเข้าถึง และยังคงมีคุณภาพที่ดีตามเจตนารมณ์งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

เรื่องที่ห้า การขับเคลื่อนงานชุมชนวิจัยที่สิ้นสุดแล้ว จะมีแนวทางอย่างไรในการขับเคลื่อนงานและกำหนดวิธีการทำงานต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนได้ 

เรื่องที่หก การยกระดับงานวิจัยเพื่อรองรับสถานการณ์สังคม งานวิจัยไม่ควรอยู่แค่โจทย์ระดับชุมชนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากชุมชนเผชิญการเปลี่ยนแปลงกับระบบสังคมภายนอกหลายเรื่อง ดังนั้น กระบวนการทำงานกับชุมชน จะช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ชุมชนเท่าทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร 

เรื่องที่เจ็ด กระแสความต้องการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการจัดการปัญหาชุมชนมีมากขึ้น แต่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเน้นรูปธรรมเชิงคุณภาพ ดังนั้น การขยายงานจะหาจุดสมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพได้อย่างไร ขณะที่ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรทั้งงบประมาณและบุคลากร ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มีมากขึ้นดังกล่าว 

เรื่องที่แปด ที่ผ่านมาเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านคนทำงานสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นพื้นที่ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก มีคนทำงานรุ่นใหม่จำนวนมาก ทำให้การเติบโตของงานกับกลไกสนับสนุนไม่สอดรับกัน การพัฒนาศักยภาพคนทำงาน รวมถึงระบบการดูแลคนทำงานให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องระยะยาว ควรเป็นอย่างไร

และเรื่องที่เก้า ภายใต้สถานการณ์การปรับเปลี่ยนที่รวดเร็ว ศักยภาพการทำงานของศูนย์ประสานงานฯ พี่เลี้ยงงานวิจัยบางพื้นที่อาจยังไม่เพียงพอและไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนขบวนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อบรรลุเป้าหมายของภาค จะปรับกลยุทธ์ในการทำงานร่วมกันอย่างไร 

การเตรียมความพร้อมให้กับคนหนุนวิจัยทั้งคนทำงานรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นพื้นที่ภาคกลางฯ ดำเนินการมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2560 โดยรองศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา แก้วเทพ ร่วมวางแนวทางการเติมความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานงานฯ พี่เลี้ยงงานวิจัย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ผ่านการฝึกอบรมในขณะปฏิบัติงานและสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน เน้นเนื้อหาเชิงแนวคิดหลักการ รวมถึงวิธีวิทยาการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งเป็น “บทบาทการหนุนเสริมคนทำงาน” ที่มีส่วนช่วยในการก้าวข้ามเงื่อนไขของการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก การเติมความรู้และฝึกปฏิบัติการได้กำหนดหลักสูตรตามเส้นทางงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” อาทิ ความรู้ความเข้าใจเรื่องการวิจัยความหมายที่หลากหลายและการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ความรู้เรื่องหลักการและแนวคิดในการพิจารณาโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นจากประสบการณ์งาน CBR ภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก ความรู้เรื่องเครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ความรู้เรื่องการวิเคราะห์สังเคราะห์ในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น และการถอดบทเรียนการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การเติมความรู้ในหลักสูตรดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความยากและค่อนข้างซับซ้อน จึงต้องอาศัยความใส่ใจของคนทำงานที่จะนำไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ให้เกิดผลรูปธรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป


+++++++++++++

 


Comments
* The email will not be published on the website.