งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นบนแผ่นดินอีสาน


16 Jan
16Jan


งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นบนแผ่นดินอีสาน


ดร.สุวรรณา บัวพันธ์

ฐิติมา ฉวีนวน


อีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ 106 ล้านไร่ หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด และเป็นแหล่งอารยธรรมที่เคยเจริญรุ่งเรืองมานานหลายพันปี ดังจะเห็นได้จากกู่ ปราสาท และร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณ 

ประชากรอีสานส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หากข้อมูลที่ถูกสื่อถึงคนภายนอก กลับบ่งชี้ว่าอีสานเป็นดินแดนแห้งแล้ง ผืนดินไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช ซ้ำปริมาณน้ำฝนน้อย และสิ่งที่ตอกย้ำความเข้าใจนี้ ก็คือเนื้อที่ 2 ล้านไร่ ของทุ่งกุลาร้องไห้ ทำให้ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาล และองค์กรภายนอก ต้องยื่นมือเข้ามาพัฒนาภาคอีสาน จนขาดมิติเชื่อมต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ชุมชนท้องถิ่นเริ่มหารากเหง้าของตัวเองไม่พบ ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง

10 ปีแห่งการลองผิดลองถูก

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานได้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2542 เป็นยุคของการลองผิด ลองถูก และเรียนรู้ร่วมกันในทุกระดับตั้งแต่ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นเอง ซึ่งยุคสมัยนั้นเรียกว่า “สำนักงานภาค” ที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ กับพี่เลี้ยงใหม่ นักวิจัยก็ใหม่ ต่างก็ทดลองรูปแบบ วิธีการในการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และเนื่องด้วยภาคอีสานเป็นดินแดนที่ค่อนข้างห่างไกลกันพอสมควร  การเดินทางไปหากันระหว่าง สกว.สำนักงานภาคกับโหนดก็ค่อนข้างลำบาก ต้องเดินทางโดยรถยนต์จากจังหวัดเชียงใหม่เป็นระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร เพื่อลงพื้นที่ร่วมทำงานกับศูนย์ประสานงานต่างๆ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นร่วมกันอย่างเข้มข้น

แต่ถึงกระนั้นระยะทางก็ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ ภาคอีสานเริ่มมีศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในปี 2544 จำนวน 3 ศูนย์ประสานงาน ได้แก่ กปอพช. ทุ่งกุลาร้องไห้ และมหาสารคาม ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานเกิดจากพี่เลี้ยงสองลักษณะคือ พี่เลี้ยงที่เป็นนักพัฒนาและพี่เลี้ยงที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  ซึ่งจุดเน้นคือขึ้นงานกับพี่เลี้ยงที่มีฐานประสบการณ์การทำงานกับชุมชนมาก่อน เพราะงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มีหลักการที่สำคัญ 3  ข้อ คือ 1) โจทย์ปัญหาต้องมาจากชุมชน 2) ชุมชนต้องมีส่วนร่วม และ 3) ต้องมีการทดลองปฏิบัติการแก้ปัญหาร่วมกัน ดังนั้น การพัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อให้ได้ปัญหาที่แท้จริงจึงต้องอาศัยพี่เลี้ยงที่มีมุมมองเข้าใจความสัมพันธ์ของชุมชนในทุกมิติเป็นอย่างดี  

และในช่วงปี  2550 – 2551 ภาคอีสานสามารถขึ้นโครงการได้ 150 โครงการ หลายเรื่องเป็นการดึงประเด็นปัญหาจากชุมชน เช่น ปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม ก็มีการฟื้นฟูทรัพยากร ปัญหาเด็กและเยาวชน ก็มีการงานวิจัยเพื่อค้นหาความรู้ตรงนี้เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งพบว่าสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่เป็นปัญหาของชาวบ้านโดยตรงอยู่ หรือแม้แต่ปัญหาเศรษฐกิจด้านการผลิต เช่น ปัญหาเรื่องของการเกษตร  ซึ่งวันนี้ปัญหาการเกษตรคือการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ก็พบว่างานวิจัยก็ช่วยให้เกิดการเรียนรู้และแก้ไข ทิศทางการผลิตที่อาศัยภูมิปัญญาเป็นตัวฉุดดึงขึ้นมา แล้วนำมาปรับใช้ หรือกรณีประวัติศาสตร์ เราก็ใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นตัวสร้างสำนึก จุดประกายสำนึกของชุมชน

จากนั้นเกิดการขยายศูนย์ประสานงานรวมถึงพี่เลี้ยงชุดโครงการมากถึง 16 ศูนย์ประสานงาน/ชุดโครงการ ระหว่างการขยายเพิ่มของชุดพี่เลี้ยงได้ก่อเกิดระบบการบริหารจัดการงานวิจัยในภาคอีสานขึ้นใหม่ ซึ่งเรียกกันว่า “งานกลไกภาคอีสาน” ซึ่งหัวหน้ากลไกคนแรก ได้แก่ ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง สาเหตุที่ต้องก่อเกิดระบบการหนุนเสริมแบบกลไกภาคขึ้น เพราะ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น มองว่า การสร้างคน การสร้างพื้นที่วิจัยให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่นได้จริง ต้องอาศัยการดูแลสนับสนุนของพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ในขณะที่พี่เลี้ยงเองก็มองว่า การทำงานมาระยะหนึ่งจำเป็นต้องมีคนนอกที่เข้าใจมาช่วยกระตุ้นและสนับสนุนพี่เลี้ยงให้ขยับงานเพื่อตอบยุทธศาสตร์ให้คมชัดขึ้นด้วยเช่นกัน

การทำงานภายใต้การมีกลไกภาค จึงเริ่มการทำงานในเชิงชุดประเด็นมากขึ้น มีการวางระบบการเรียนรู้แลกเปลี่ยนและการสนับสนุนของเครือข่ายพี่เลี้ยงภาคอีสาน ออกเป็น 3 โซน คือ อีสานใต้ อีสานกลาง และอีสานเหนือ โดยมีระบบการหนุนช่วยกันระหว่างพี่เลี้ยง/ผู้ประสานงานของแต่ละโซนอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างความสัมพันธ์ในเชิงเครือข่ายให้เข้มแข็งขึ้น ชุดประเด็นที่มีในภาคอีสาน ได้แก่ 1. ประเด็นทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มีงานวิจัยในพื้นที่จังหวัดเลย และจังหวัดบุรีรัมย์ 2. ประเด็นลุ่มน้ำ จังหวัดอุบลราชธานี, ลุ่มน้ำห้วยเสนง จังหวัดสุรินทร์, ลุ่มน้ำห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี 3. ชุดประเด็นพุทธธรรม จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดนครราชสีมา 4. ประเด็นคนพิการ จังหวัดนครราชสีมา 5. ประเด็นวัฒนธรรม ชุดผู้ไท จังหวัดกาฬสินธุ์ 6. ประเด็นเด็กและเยาวชน จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดยโสธร 7. ประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน จังหวัดมหาสารคาม เกษตรอินทรีย์จังหวัดยโสธร 8. ประเด็นนักวิชาการกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดมหาสารคาม การทำงานในเชิงชุดประเด็น/และพื้นที่ เป็นการทำงานทีมีทิศทางการเคลื่อนงานเชิงยุทธศาสตร์ระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกลที่ชัดเจน โดยเน้นการถอดชุดความรู้เชิงประเด็นเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนนโยบายในระดับต่างๆ และภาคอีสานได้มีการสื่อสารผลการวิจัยออกสู่สาธาณะ จึงเกิดการจัดงาน “มหกรรม 10 ปี งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน” ขึ้นด้วย ทำให้หลายคนรู้สึกว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานในยุคนี้เป็นงานที่ สร้างพลังและสร้างความสุขให้กับชุมชนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นยุคที่สร้างให้เกิดรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาได้ในหลายระดับ จนสามารถได้รับรางวัลโครงการวิจัยเด่นจาก สกว. ต่อเนื่องเกือบทุกปี 

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานก็ยังต้องฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายด้านด้วยเช่นกัน คือ การพัฒนาโจทย์วิจัยให้เกิดมิติใหม่ๆ ที่ต่อยอดจากงานเดิม การพัฒนาศักยภาพพี่เลี้ยงให้เก่งขึ้น การบริหารจัดการโครงการล่าช้าและผิดสัญญา ให้เป็นไปตามกรอบตัวชี้วัดของ สกว. และอื่นๆ แต่ปัญหาทั้งหมดก็สามารถแก้ไขร่วมกันได้เพราะจุดเด่นของภาคอีสานคือ ความเป็นพี่เป็นน้อง ความเป็นเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น ทำให้เกิดการข้ามไปช่วยเหลือกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพยายามสร้างระบบการหนุนเสริมกันในรูปแบบใหม่ๆ เรื่อยมา

ยุคนี้มีงานที่ชาวบ้านเข้มแข็ง สร้างการเรียนรู้ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ได้แก่ พื้นที่จังหวัดยโสธร ชุดเด็กและเยาวชนจังหวัดยโสธร จังหวัดยโสธรได้นำไปเป็นนโยบายของจังหวัดทำให้ยโสธรกลายเป็น “เมืองแห่งการอ่าน” จนกระทั่งทุกวันนี้ พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี “นวัตกรรมแอร์แวร์” ที่ทำให้ชาวบ้านรอดพ้นจากวิกฤตขาดแคลนน้ำ กลายเป็นพื้นที่ผลิตน้ำดื่มขาย มีรายได้เข้าชุมชนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 

นอกจากนี้ บางโครงการยังสามารถฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ใกล้สูญหาย เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน เช่น โครงการวิจัยการเรียนรู้และสร้างสำนึกรักษ์ประเพณีบุญผะเหวด บ้านหนองเรือ ต.หนองเรือ อ.เมือง จ.ยโสธร

ขณะเดียวกัน งานวิจัยท้องถิ่นยังได้เข้าไปเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนกับเด็กรุ่นหลัง ให้เชื่อมร้อยเข้าหากัน ก่อให้เกิดความสุข และยกระดับคุณค่าของผู้สูงอายุ เช่น โครงการวิจัยรูปแบบการเลี้ยงโคกระบือ ที่เหมาะสมกับป่าทาม  ต.ดอนแรด อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์


สำหรับในด้านเกษตรกรรม งานวิจัยท้องถิ่นถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนให้เกิดความคิดที่กลมกลืนและเกื้อกูลกับธรรมชาติ เช่น โครงการวิจัยกระบวนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติการทำเกษตรไปสู่แนวทางการส่ง เสริมการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ ต.หนองตอกแป้น อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

นับว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นการฟื้นฟูความรู้คืนถิ่น คือมีการสืบค้นความรู้ ภูมิปัญญาเดิมของชุมชน ผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน การวิเคราะห์อย่างเข้าใจร่วมกันของคนในชุมชน ทำให้ความรู้ หรือภูมิปัญญาเดิมของชุมชนที่ถูกกดทับด้วยความรู้สมัยใหม่ได้รับการฟื้นฟูและปรับใช้อย่างเข้าใจ เหมาะสมกับสถานการณ์ ชุมชน หรือคนในชุมชน

ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ของการพัฒนาและเรียนรู้ ที่สืบค้น วิเคราะห์บนฐานความรู้เดิม แต่สถานการณ์ใหม่ ฟื้นสำนึกของชุมชนท้องถิ่นให้เห็นความสำคัญ คุณค่าของธรรมชาติ ตนเอง และชุมชนมากขึ้นอีกด้วย

การต่อยอดงานของช่วงแรกมีได้เฉพาะโครงการที่ทำได้เจ๋งจริงๆ เท่านั้น ยุทธศาสตร์การทำงานยุคนี้เน้นการสร้างพื้นที่ให้ครอบคลุมมากที่สุด จึงไม่มีงานซ้ำในพื้นที่เดิมๆ บนฐานแนวคิดการสร้างโอกาสให้ชาวบ้านได้เข้าถึงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้มากที่สุด แต่การขยายพื้นที่ยังทำได้ไม่มากนักบนข้อจำกัดคือ เจ้าหน้าที่สำนักงานภาคมีไม่มากนัก ข้อดีของการทำงานยุคนี้คือ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นผู้ที่ริเริ่มตั้ง “สำนักงานภาค” เป็นผู้ที่เข้าใจงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นอย่างดี นโยบายต่างๆ จึงเอื้อต่อการทำงานมาก คนทำงานก็ทำงานอย่างมีความสุข และตั้งใจทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย งานภาคอีสานได้มีการลองผิดลองถูกบนกลไกรูปแบบต่างๆ เพื่อหาจุดทำงานร่วมที่ดีที่สุดสำหรับบริบทภาคอีสาน


10 ปี ที่ 2 ยุคแห่งการสร้างคน สร้างพื้นที่ สร้างงาน ให้กระจายทั่วแผ่นดินอีสาน (2552 – 2561)

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 11 – 20 ภาคอีสานได้มียุทธศาสตร์สร้างคน สร้างพื้นที่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อมาถึงจุดสูงสุดในปี 2550 – 2551 มีงานวิจัยเกิดขึ้นจำนวนมาก มีการขยายพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง เข้าปี 2552 – 2559 ก็เข้าสู่ยุคอิ่มตัว เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานกลไกภาคอีสานใหม่ มาเป็นรูปแบบมูลนิธิฯ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในหลายด้าน ระบบการหนุนเสริม เรียนรู้ข้ามกันในภาคจึงขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานเริ่มมีปัญหาทั้งด้านคุณภาพต่ำลงและด้านปริมาณงานที่ค้างสะสมปิดโครงการไม่ได้ เริ่มมีการปิดศูนย์ประสานงาน/ชุดโครงการจำนวนหนึ่ง ตามปัญหาที่เกิดขึ้นของแต่ละพื้นที่ ซึ่งแตกต่างกันไปตามบริบท และเงื่อนไขของพี่เลี้ยง/ผู้ประสานงานแต่ละแห่ง

อย่างไรก็ตาม ภาคอีสานก็ยังสามารถสร้างงานที่ยังเกิดรูปธรรมได้ชัดและเป็นงานที่มีผลกระทบแรง ถึงระดับนโยบายจนได้รับรางวัลโครงการวิจัยเด่นของ สกว. อีกครั้งในปี 2560 ได้แก่ ชุดพัฒนาคนพิการจังหวัดนครราชสีมา เป็นการสร้างงานให้คนพิการมีที่ยืนในสังคม ช่วยเหลือตัวเอง ครอบครัว และสังคม มีรายได้เลี้ยงตัวเอง ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัวและสังคม เข้าปลายปี 2560 ปัญหาต่างๆ เริ่มคลี่คลาย และปี 2561 ได้มีโครงการ “พัฒนาศักยภาพ JSN (Junior staff node) หรือผู้ช่วยผู้ประสานงาน ให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น สามารถทำงานแทนผู้ประสานงานได้ในระดับงานเนื้อหา และสามารถบริหารจัดการการเงินบัญชีได้อย่างดี ผลของโครงการนี้ทำให้เกิดการแตกตัวของผู้ช่วยผู้ประสานงานที่มีอายุงานมากกว่า 5 ปี ขึ้นไป ขยายตัวเป็นชุดโครงการใหม่ ในปี 2562 ส่งผลให้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานมีชุดโครงการ/ศูนย์ประสานงานครอบคลุมเกือบครบทุกจังหวัด เหลือเพียง 2 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬและนครพนม ที่ยังไม่มีชุดโครงการและศูนย์ประสานงาน มีการขับเคลื่อนงานเชิงชุดประเด็นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น มีเป้าหมายเพื่อสร้างคน สร้างพื้นที่ สร้างงาน และสร้างโอกาสให้กับชุมชนที่ยังไม่เคยได้สัมผัสกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้มีโอกาสได้รับทุนวิจัยกันอย่างทั่วถึง

            ดังนั้น 20 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานยังคงมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การสร้างนักวิจัยชาวบ้าน การขยายพื้นที่วิจัยให้ได้มากที่สุด เพราะพี่เลี้ยงทุกคนเชื่อมั่นว่าเป็นหนทางแห่งการแก้ปัญหาชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งการติดอาวุธทางปัญญาให้กับชุมชนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง การทำให้ชาวบ้านคิดอย่างเป็นระบบ สามารถวางแผนการแก้ไขปัญหาชุมชนของตนเองได้อย่างเข้มแข็งและรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาที่เข้ามากระทบอย่างรวดเร็วได้ คือ รากฐานสำคัญของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานที่มุ่งมั่นจะดำเนินเช่นนี้ต่อไป

เมื่อผ่านเข้าปีที่ 21 ก็มักจะได้รับคำถามอยู่บ่อยๆ ว่า ทิศทางการทำงานของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานจะไปอย่างไร มีเป้าหมายเพื่ออะไร จะทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นแบบฐานรากไปอีกนานแค่ไหน นี่คือคำถามที่ชวนให้เครือข่ายนักวิจัย และพี่เลี้ยงที่ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในภาคอีสานต้องมาขบคิดร่วมกันต่อ เพื่อวางทิศทางงานและพัฒนางานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสานให้มีพลัง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง บนความเชื่อที่ว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นแก้ปัญหาชุมชนได้ หากชุมชนรู้จักเจ้าของ รู้จักนำเอาสิ่งใหม่ๆ มาประยุกต์ร่วมกับของดีที่เจ้าของมีก็จะนำไปสู่จุดร่วมของภาคอีสานในการแก้ปัญหาชุมชนต่อไป ในปี 2562 นี้ ภาคอีสานได้มีระบบ “กลไกภาคอีสาน” เกิดขึ้นอีกครั้ง และได้ร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงานที่มุ่งเน้นการสร้างคนหนุนวิจัยให้เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถเต็มตามศักยภาพ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสร้างการเรียนรู้ข้ามระหว่างศูนย์ประสานงาน/ชุดโครงการ การหนุนให้ผู้ประสานงานรุ่นเก่าที่มีความชำนาญในเชิงประเด็นมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของภาคอีสาน การสร้างระบบหนุนเสริมช่วยกันระหว่างศูนย์ประสานงาน/ชุดโครงการ นอกจากนี้ ได้ออกแบบงานการเรียนรู้ข้ามภาค ออกไปหาเพื่อนที่เก่งๆ และชวนเพื่อนมาช่วยในบางครั้ง ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อ สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันให้เกิดขึ้นบนฐานเครือข่ายคนทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เพราะเราเชื่อว่า “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สร้างคน สร้างปัญญา สร้างชุมชน เข้มแข็งได้อย่างแท้จริง”

 

+++++++++

Comments
* The email will not be published on the website.