“งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับสถานการณ์ใหม่ -ระบบใหม่ – ความรู้ใหม่”


30 May
30May

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับสถานการณ์ใหม่ -ระบบใหม่ – ความรู้ใหม่


 

            เอาเข้าจริง….โลกก็หมุนด้วยความเร็วเท่าเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายองค์ความรู้จากซีกโลกหนึ่งไปอีกซีกโลกหนึ่งรวดเร็วพียงแต่ “คลิก” หรือ กด Enter บนคีบอร์ดเท่านั้น

            เมื่อเป็นดั่งนี้….ในฐานะ “องค์กรวิจัย” จึงไมอาจนิ่งเฉย เพราะตัว “ความรู้” เกิดใหม่เสมอ ขณะที่ความรู้เก่า มักถูกลืมกระทั่งถูกทิ้งขว้างจนไร้การเหลียวแล ซึ่งจากประสบการณ์การหนุนงานวิจัยของฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นมานานกว่า 2 ทศวรรษพบว่า “ความรู้เก่า” สามารถนำไปผนวกกับ “ความรู้ใหม่” และสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อชุมชนท้องถิ่นเกือบทั่วประเทศ

ด้วยเหตุนี้ การนัดพบปะกันเพื่อทบทวนทิศทางการขับเคลื่อนงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น  สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงจัดประชุมผู้ประสานงาน จากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทั่วประเทศมารวมถกเถียง หารือ และกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในทศวรรษหน้า


เน้นงานเชิงรุก

ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง ผู้อำนวยการ สกว. ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น กล่าวว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งในชุมชนท้องถิ่นมาช้านาน แต่จะทำอย่างไรให้เท่าทันกับสถานการณ์โลกและสังคมที่กำลังเป็นอยู่ทั้งปัจจุบัน และอนาคต

ต้องเน้นการทำงานเชิงรุกทั้งระบบ ต้องสร้างกลไกพี่เลี้ยงเพื่อหนุนเสริมการขยายฐานแนวราบ รวมไปถึงต้องสนับสนุนทุนวิจัยให้ครอบคลุมกับชุมชนทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ และเครือข่ายพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทั่วประเทศ ต้องมาร่วมกันกำหนดเป้าหมาย และจัดทำยุทธศาสตร์ของการเคลื่อนงาน ทั้งยุทธศาสตร์ด้านการขยายฐานพื้นที่การดำเนินงานวิจัยชาวบ้าน รวมไปถึงการกำหนดยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายพี่เลี้ยงหนุนเสริมพื้นที่วิจัย และ ยุทธศาสตร์เชิงประเด็นงานที่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมปัจจุบันนี้       


โลกทัศน์การวิจัยการ Transfer ชีวิตและชุมชนท้องถิ่น สู่การปฏิรูป

ด้านบาทหลวงนิพจน์ เทียนวิหาร (ผอ.ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมศาสนาและวัฒนธรรมชุมชน) ผู้ทรงวุฒิที่บทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกล่าวว่าโลกยุคปัจจุบันมีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ความทันสมัยและความรวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้ความสำคัญของจิตวิญญาณลดต่ำลง  และการให้คุณค่ากับชีวิตเปลี่ยนแปลงไป

“พวกเราสูญเสียทิศทางและความหมายของชีวิต เราอยู่ในโลกที่เจริญสุด ๆ  เป็นวิกฤติเยาวชนทางคุณค่าศีลธรรม วิกฤติคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม”

บาทหลวงนิพจน์ยังกล่าวอีกว่า ที่ต้องการพูดประเด็นนี้  เพราะเมืองไทยพบวิกฤติหลายด้าน ตอนนี้ประเทศไทยเรียกว่ามาถึงช่วงปัจเจกนิยมแบบไฮเปอร์ เกิดสภาวะวิกฤติทางสังคม วิกฤติสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง  เราจะแสวงหามิติจิตวิญญาณในพื้นที่สาธารณะอย่างไรเพื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราว่าทำไมเกิดสภาวะดังที่เกิดขึ้น  พวกเราพยายามหาคำตอบตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับโลก คำถามสำคัญคือเกิดอะไรขึ้น มีผลกระทบต่อเราทั้งหมด”

บาทหลวงนิพจน์ย้ำว่า หากเราลงไปหาโลกทัศน์ของชาวบ้าน ความเชื่อของชาวบ้านเป็นแก่นของวิถีวัฒนธรรมและนำไปสู่การผลิตอีกแบบหนึ่ง เกิดการรู้แจ้ง การสัมผัสกับโลกทัศน์ที่เขาทำมานาน ชาวบ้านที่เขาพัฒนามาถึงตรงนี้ยังอยู่ ความศักดิ์สิทธิ์อยู่โลกทัศน์ของเขา ก้าวข้ามกรอบคิดของเขา Beyond enlightenment เราจะก้าวข้ามความเป็นสมัยใหม่ได้ demodernizatiion โดยเอาองค์ความรู้ที่มีภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับคืนมา สิ่งสำคัญคือ เรากำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน เราจะหลุดพ้นได้เมื่อเราไม่ให้เขากินหัวเรา เราจะต้องคิดทำใหม่  สอนน้องๆ ว่า ตั้งแต่มนุษย์ใช้ขวานจนถึงใช้คอมพิวเตอร์  ที่เราใช้เครื่องมือเพื่อตนเอง ทั้งหมดมาสู่ยุค modernity ทำให้โลกพินาศ ตอนนี้กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่คนท้องถิ่น pre-modern  งานของเราเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้หลุดจากยุค Modern ในยุคใน 21 หากมนุษย์ไม่เปลี่ยนอารยธรรมจะเป็นคนแรกที่จะทำลายอารยธรรม


ความท้าทายของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

ดร.อุทัย ดุลยเกษม บอกว่า ชุมชนและของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในมิติต่างๆ บทบาทของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นควรทำหน้าที่ปลุกให้คนตื่นเพื่อรู้เท่าทันและตั้งรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือที่เรียกว่า “งานวิจัยเพื่อทวยราษฎร์” เพื่อท้องถิ่นควรมีเป้าหมายในการสร้างจิตสำนึกสู่การสร้างความรู้และข้อมูล และควรมีการทบทวนข้อมูล ความรู้ที่มี 17 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ จากศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ย้ำว่าภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านสิทธิชุมชน การสะสมทุน ทุนนิยม นโยบายภาครัฐ การพัฒนาขนาดใหญ่ในมิติต่างๆ ทั้งการทวงคืนผืนป่า นิคมอุตสาหกรรมและอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคน สังคม สิ่งแวดล้อม พลังงาน จะนำไปสู่ระบบการศึกษาที่อ่อนแอ การริดรอนสิทธิชุมชน และการเปลี่ยนแปลง
ทางวัฒนธรรม ตลอดจนมิติการค้าชายแดน และการส่งเสริมให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคมและท้องถิ่นในอีกหลากหลายมิติ

อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ (สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม) บอกว่า เพื่อให้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับการตั้งรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การสร้าง “ความรู้ใหม่ จึงเป็นบทบาทสำคัญ และลำดับต้น ๆ ของงานวิจัยในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

“ทำอย่างไรให้เปลี่ยนจาก Un learn สู่ การ Re learn ให้ได้ นอกจากความรู้ใหม่ที่มีความสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ระบบใหม่ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญของการพัฒนาระบบการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งระบบใหม่ที่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นเท่าทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้,อาจารย์ทั้งสามท่านได้เสนอการสร้างระบบใหม่ใน 2 มิติ คือ มิติภายในองค์กร สกวได้แก่ การปรับตัวด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์การสนับสนุนของ สกวการสร้างนักวิจัยใหม่ภายใต้แนวคิด “Change” การสร้างวิธีวิทยาใหม่ที่ทันสมัยและทันสถานการณ์ การมีโจทย์วิจัยใหม่ๆ บนฐานประเด็นใหม่ ประเด็นร่วม รวมถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนพลังร่วมกับภาคีพันธมิตร และการสื่อสารสังคมที่ต้องทำให้หนักขึ้นกว่าเดิม ส่วนมิติภายนอก การพัฒนาที่ให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจ การเปิดประเทศเสรี ภายใต้การดำเนินงานบนฐานธรรมมาภิบาล

ทิศทางในอนาคต

แนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในอนาคตเพื่อรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ต้องยึดหลักการเดิมคืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้ สร้างคน และสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องยกระดับในหลายมิติ อาทิ ยกระดับโจทย์วิจัย ยกระดับประเด็นวิจัย สร้างและขยายเครือข่ายนักวิจัย การทำงานกับหน่วยงานภาคีพันธมิตรเพื่อสร้างพลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ทั้งในระดับพื้นที่ จังหวัดและประเทศ สร้างระบบและกลไกในสถาบันการศึกษาให้เป็นตัวหนุนช่วยชาวบ้าน ปรับรูปวิธีวิทยาที่เหมาะสมบนฐานงานวิจัยชาวบ้าน รวมทั้งประเด็นสำคัญคือการทำหน้าที่ในการสื่อสารสังคมและการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่จะทำให้สังคม ชุมชน ท้องถิ่นเข้มแข็ง มีพลังที่ใหญ่ขึ้นรองรับการเปลี่ยนแปลงและอยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในทุกมิติ

กล่าวโดยสรุป ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น มีจุดเน้นที่  “ลดความเหลื่อมล้ำ”  หรือ “สร้างความเป็นธรรมทางสังคม”  ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงอุดมการณ์  ที่จะต้องสร้างความรู้จากกระบวนการ Social Action เพื่อหวังผล Social  Change  จากการวิจัย  โดยมุ่งผลสุดท้ายที่ Social Justice ดังนั้น CBR ทุกเรื่องจึงมุ่งสร้างความเป็นธรรมทางสังคม  ซึ่งมีทั้งความเป็นธรรมทางสังคมด้านความยุติธรรม  ด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  โอกาสคนเล็กคนน้อย  คนชายขอบ ความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากร

อีกประเด็นคือ การค้ำจุนกัน  ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญบนฐาน Participation หรือกระบวนการมีส่วนร่วม

เป้าหมายต่อมาคือ  “สร้างสรรค์รากหญ้า”  เป็นภารกิจตรงของ CBR โดยใช้กระบวนการที่ให้ชุมชนลุกขึ้นมาค้นหาความรู้ทางเลือกทางรอดของตนเอง และ ยังคงมีจุดเน้นที่คนเล็กคนน้อย คนขาดโอกาสในสังคม ความรู้เฉพาะเรื่องของท้องถิ่น บนระบบความพยายามในการบูรณาการงานร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็เห็นความสำคัญของการปรับตัวท่ามกลางกระแสการเปิดประเทศอาเซียน และปัญหาอุบัติภัย จึงเน้นการแสวงหาความรู้ของชุมชนท้องถิ่นในเรื่องเหล่านั้นด้วย


+++++++++

Comments
* The email will not be published on the website.