คืนเลให้ราไวย์


26 Jun
26Jun



คื น เ ล ใ ห้ ร า ไ ว ย์

ชุติมา ซุ้นเจริญ

 

เมื่อทะเลที่เคยเป็นบ้านของชาวเลราไวย์ ถูกรุกคืบด้วยอำนาจทุนและการท่องเที่ยว กฎหมายในนามพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมอาจเป็นที่พึ่งสุดท้าย

ผ่านความวุ่นวายของบรรดานักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศที่มาเดินเลือกซื้ออาหารทะเลตามร้านค้าตลอดแนวหาดราไวย์ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต สุดถนนคือชายหาดที่เคยเงียบสงบ พื้นที่สาธารณะของชุมชนชาวเลราไวย์ที่ได้ใช้ทำมาหากิน ประกอบกิจกรรมรวมถึงพิธีกรรมมาตลอดหลายชั่วอายุคน

เกือบสุดหาด ‘บาลัย’ (สถานที่ประกอบพิธีกรรม) ยังคงเป็นหลักยึดอันมั่นคงให้กับลูกหลานชาวน้ำที่สืบเชื้อสายจากชาวอุรักลาโว้ยและมอแกน ท่ามกลางการรุกคืบของทุนที่พยายามเบียดขับพวกเขาออกจากผืนดินของบรรพบุรุษด้วยเดิมพันสูงลิบลิ่ว

“นายทุนเขาอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง เขาเข้ามาปรับพื้นที่ตรงนี้ซึ่งปกติชาวบ้านจะใช้ทำเครื่องมือประมง บางส่วนเป็นสุสานสำหรับฝังศพเด็ก เป็นทางเดินไปบารัย แล้วก็มีคลองเล็กๆ พอเขามาปิดทางน้ำของเรา เอาทรายเอาดินมาถม ทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงคลองได้ตามปกติ น้ำก็ท่วมในหมู่บ้าน อบต.มาดูก็บอกทำอะไรไม่ได้ เพราะบริเวณนี้เป็นพื้นที่พิพาท”

หนึ่งฤทัย รักนาวา ลูกหลานชาวเลราไวย์เล่าถึงความเดือดร้อนที่ยังไร้การเยียวยา และว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาผู้อ้างสิทธิ์ในที่ดิน คือ บริษัท บารอนฯ พยายามสร้างกำแพงปิดกั้นเส้นทาง โดยได้เข้ามาพร้อมรถแบ็กโฮและชายฉกรรจ์ประมาณ 100 คน ประกาศให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ แต่ชาวบ้านยืนยันว่าบริเวณนี้เป็นทางสาธารณะ ขณะที่กลุ่มนายทุนก็แจ้งว่าเป็นที่มีเอกสารสิทธิ์ จึงเกิดโต้เถียงและกระทบกระทั่งกันจนชาวเลจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บตามที่เป็นข่าว

หลังจากภาพความรุนแรงเผยแพร่ออกไป แม้ว่าความเห็นอกเห็นใจจะหลั่งไหลมายังชายหาดแห่งนี้ แต่ข้อพิพาทเรื่องที่ดิน คดีความทั้งทางแพ่งและอาญา รวมทั้งความไม่ปกติในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การไม่สามารถออกทะเลไปหาสัตว์น้ำได้ดังเดิมเนื่องจากมีการประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและเขตอุทยานฯซ้อนทับ หรือการไร้สัญชาติซึ่งส่งผลให้ขาดสิทธิด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และการเดินทาง ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขและกลายเป็นห่วงโซ่ของปัญหาใหม่ๆ ไม่รู้จบ

…………

“คือด้วยความที่ชาวเลเป็นคนนอบน้อม ถ้าเราดูจากวิถีชีวิตเขาอยู่กลมกลืนกับธรรมชาติแล้วก็ขี้เกรงใจ ลักษณะแบบนี้เมื่อมาโยงกับเศรษฐกิจภาคเมือง ซึ่งมันใช้วิธีการต่อสู้ แข่งขัน แย่งชิง เขาก็อยู่ในฐานะที่ค่อนข้างจะเสียเปรียบ เพราะในทางกฎหมายเองมองว่าเมื่อทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง อันนี้คือโจทย์ใหญ่ที่เป็นปัญหาว่าระบบกฎหมายที่เอามาใช้กับคนที่เป็นชาวเล มันเป็นระบบกฎหมายที่ตั้งบนสมมติฐานที่ทุกคนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ ขณะที่ชาวเลรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงกฎหมาย” อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ชาวเลในหลายๆ พื้นที่เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน

“จริงๆ ชาวเลเป็นเพียงแค่ตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของคนที่อยู่ในระดับล่างของสังคม ซึ่งตัวระบบกฎหมายตัวระบบราชการเองไม่ได้เข้าไปทำงานอย่างตรงไปตรงมาและจริงจังโดยตั้งอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่บทบัญญัติในกฎหมายเองก็รับรู้ในเรื่องของการที่ชาวเลอยู่มาก่อน แต่ว่าสิทธิของผู้ที่อยู่มาก่อน เมื่อกฎหมายไปยึดเอาตัวเอกสารตัวระบบที่ราชการยอมรับ อันนี้ก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา เมื่อต้องใช้อำนาจรัฐในการวินิจฉัยชี้ขาดว่าใครมีสิทธิดีกว่า ในระบบเอกสารสิทธิ์ที่ดินก็ถือเอาเอกสารสิทธิ์ที่ทางราชการให้การรับรองเป็นตัวชี้ขาด ซึ่งไม่ได้มองว่าการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์นั้นอาจไม่ได้ถูกต้องเสมอไป และในหลายที่ก็เห็นได้ชัดว่าเอกสารสิทธิ์ที่ออกมานั้นได้มาโดยไม่ชอบ ทั้งไม่ชอบโดยขั้นตอนตามกฎหมายและไม่ชอบธรรมในทางสังคมด้วย อันนี้คือโจทย์ใหญ่ที่มาของปัญหานี้”

เมื่อ “บ้าน” ของชาวเล คือขุมทรัพย์ของนักลงทุน เมื่อที่ทำมาหากินของพวกเขาคือแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกตั้งค่าด้วยตัวเลขรายได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากปล่อยไปตามยถากรรม ชื่อของชาวเล มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย คงเหลือไว้เพียงตำนานกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตอย่างสอดคล้องกลมกลืนกับท้องทะเล ด้วยเหตุนี้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม จึงได้ร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อให้ชาวเลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนเองได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามา

หนึ่งในนั้นคือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่ได้สนับสนุนให้ชาวเลบ้านราไวย์สืบค้นประวัติการตั้งถิ่นฐานและวิถีวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อยืนยันสิทธิชุมชนดั้งเดิม และแก้ปัญหาการออกเอกสารสิทธิทับที่ดินชุมชน โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557

นิรันดร์ หยังปาน ตัวแทนชาวเลราไวย์เล่าว่า “หลังจากที่ได้ทำวิจัยพบว่า ชาวเลราไวย์พัฒนาชุมชนจากการเป็นญาติกันและมักสร้างบ้านใกล้ๆ กันเพราะมีความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ใกล้ชิด ซึ่งชาวบ้านได้ทำผังเครือญาติไว้เป็นตัวอย่างแล้ว หากมีการเผยแพร่ออกไปก็อาจจะช่วยให้คนนอกรู้ว่าลักษณะครอบครัวชาวเลเป็นอย่างไร” ยิ่งไปกว่านั้นหากพิจารณาจากเอกสารจะเห็นว่า ชาวเลเข้ามาอาศัยในหาดราไวย์มากว่า 300 ปี ขณะที่ถ้าดูจากผังหรือสาแหรกตระกูลจะย้อนหลังได้ประมาณ 210 ปี หาเลี้ยงชีพด้วยการทำประมงแบบดั้งเดิม รวมถึงมีการทำการเกษตรทั้งข้าวไร่และนาข้าว ซึ่งใกล้เคียงกับการอ่านแปลงภาพถ่ายตั้งแต่ พ.ศ. 2493

สำหรับหลักฐานการตั้งชุมชนชิ้นสำคัญที่ชาวเลกล่าวอ้างด้วยความภาคภูมิใจก็คือ การเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวราไวย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี พ.ศ.2502

ทั้งหมดนี้นอกจากจะใช้ในการพิสูจน์ความเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนการออกเอกสารสิทธิ์ของทางราชการ ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนพัฒนาพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาวเล เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

“เรื่องพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมนี้เป็นมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 เกิดจากแนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการรับรองความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญเรื่องของการยอมรับความหลากหลาย เรื่องของการยอมรับในหลักสิทธิมนุษยชน แต่ที่ผ่านมาในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคขวางกั้นที่ไม่สามารถนำมาคุ้มครองชาวเลได้จริง”

ทว่า หลังจากการรวมตัวกันของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันดามัน ในงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 19-20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มติจากที่ประชุมชูธงการยกร่างกฎหมายพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมให้เป็นหมุดหมายของการคืนความสุขให้กับชาวเล

ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การคุ้มครองภายใต้กฎหมายย่อมเท่ากับการพิสูจน์สิทธิของชาวเลไปในตัว ทั้งนี้ในการร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีกระทรวงอีกหลายแห่งเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม โดยตั้งอยู่บนฐานคิดสำคัญคือ การประกาศเขตวัฒนธรรม ไม่ใช่คุ้มครองแค่พื้นที่ แต่ต้องคุ้มครองวิถีชีวิต และการดำรงชีพแบบยั่งยืน

“เราพูดถึงเขตวัฒนธรรมพิเศษไม่อยากให้เราคิดติดกับดักว่า เขตวัฒนธรรมคือเขตพื้นที่ วิถีวัฒนธรรมมีหลากหลาย เรากำลังพูดถึงวิถีที่เราสืบทอดมา ที่เราอยู่กับทะเลอยู่กับป่ามาอย่างยั่งยืน อันนี้น่าจะมีส่วนที่ทำให้เราวางรากฐานเขตวัฒนธรรมพิเศษได้

ปรัชญาการดำเนินชีวิตของชาวเล ที่ยึดถือเรื่องพอเพียง รัฐบาลพูดถึงว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นทิศทางที่นำบ้านเมือง แต่กลุ่มที่มีเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้วอย่างชาวเล เรากลับไม่ส่งเสริม ยิ่งเบียดให้พวกเขาไปหาทางออก ดิ้นรนอย่างอื่่น อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ

เรื่องวิถีที่ชาวเลเคยดำรงอยู่ เรื่องพิธีกรรม ถ้าไม่มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแล้ว ศูนย์รวมจิตใจหรือความเป็นชุมชนก็จะลดลง เพราะฉะนั้นอยากให้มองให้ลึกว่าวัฒนธรรมมันไม่ใช่เครื่องแต่งกาย มันไม่ใช่แค่เรือ ไม่ใช่แค่เครื่องมือประมง แต่มันเป็นเรื่องปรัชญาการดำรงชีวิต เรื่องการอยู่ร่วมกัน วัฒนธรรมการทำกิน พิธีเกิด พิธีตอนตาย พิธีตอนอยู่ด้วย เช่น การแช่หวายในทะเล การวางลอบ การจอดเรือ การเล่นของเด็กๆ ชาวเลก็ด้วย ตอนนี้ยังทำได้ แต่ถ้ามีโรงแรมเข้ามาก็ทำไม่ได้

เพราะฉะนั้นเรื่องพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมที่เราจะใช้เป็นเครื่องมือ อย่ามองว่ามันเป็นพื้นที่ทางกายภาพอย่างเดียว แต่ต้องเป็นพื้นที่่ในเรื่องความสัมพันธ์ทางสังคม พื้นที่ทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่กันพื้นที่ แต่ทำอย่างไรให้ชาวเลอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องครอบครองอะไรมาก เป็นอยู่อย่างพอเพียง และมีคุณภาพชีวิต”

เพิ่มเติมด้วยมุมมองของนักกฎหมาย ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นสนับสนุนให้มีกฎหมายคุ้มครองเขตวัฒนธรรมเช่นกัน แต่ย้ำว่าควรเขียนกฎหมายที่ช่วยให้คนมีจิตสำนึกที่ดีด้วย

“การร่างกฎหมายครั้งนี้หากทำจริงจัง และรอบคอบจะได้เปรียบเพราะรัฐธรรมนูญใหม่หากใครฝ่าฝืนกฎหมาย จะสามารถฟ้องร้องได้ทันที โดยไม่ต้องไปศึกษากฎหมายลูก เพราะกฎหมายสิทธิชุมชนนั้นอยู่ในบัญญัติรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว”

กลับมาที่เสียงของชาวเล อย่าง นิรันดร์ หยังปาน ชาวเลบ้านราไวย์ เขายกมือเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการยกร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองเขตวัฒนธรรม ด้วยเหตุผลว่า “นานกว่า10 ปีแล้วที่ชาวเลต้องต่อสู้กับปัญหาหลายด้าน แต่การแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นจึงต้องมีเขตวัฒนธรรมที่ชัดเจน เพื่อยืนยันว่าพี่น้องชาวเลมีมีสิทธิ์เท่าเทียมกับพลเมืองรายอื่นในประเทศไทย โดยปัญหาใหญ่ คือ ความชัดเจนเรื่องที่ดินและที่ทำกิน”

สอดคล้องกับ แสงโสม หาญทะเล ชาวเลจากเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ที่มองว่าจำเป็นต้องมีการคุ้มครองเขตวัฒนธรรม เพราะชาวเลถูกลิดรอนตัวตนมาตลอด

“การไม่ยอมรับตัวตนของชาวเลเกิดขึ้นมาในสังคม ทำให้พื้นที่ที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของชาวเล ไม่ว่าจะเป็นสุสาน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกินทางทะเล ถูกจำกัดลง ทำอย่างไรให้สังคมได้รู้จักตัวตนของชาวเล ชาวเลอยู่อย่างไร ชาวเลใช้พื้นที่ตรงไหน อันนี้จะตอบโจทย์เขตวัฒนธรรมพิเศษ กฎหมายนี้จะตอบโจทย์ว่าชาวเลมีตัวตนต้องคุ้มครองวัฒนธรรมของเขา เขาถึงจะได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามวิถีชีวิตของตนเอง แต่ถ้าไม่มีการคุ้มครอง ชาวเลก็ต้องทอดทิ้งวัฒนธรรมของเขาไป”

………….

วันนี้แม้คลื่นลมจะสงบลงแล้ว แต่ใช่ว่าพายุใหญ่จะไม่โหมกระหน่ำชาวเลราไวย์อีก พวกเขาได้แต่หวังว่าพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมจะช่วยคุ้มกันชาวเลจากการรุนรานของอำนาจและอิทธิพลภายนอก พร้อมๆ ไปกับสร้างความแข็งแกร่งให้กับวิถีที่กำลังถูกกลืนกลายไปในกระแสธารของการเปลี่ยนแปลง

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ธันวาคม 2559 

Comments
* The email will not be published on the website.