“ครูนักจัดกระบวนการเรียนรู้” หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา


28 Aug
28Aug

“ครูนักจัดกระบวนการเรียนรู้”  หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา

พินิจ คาดพันโน



ผมเป็นครูมา 23 ปี  ถูกบ่มเพาะศาสตร์และศิลป์ของการเป็นครูมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเป็นนักศึกษาครู จนถึงปัจจุบัน  ครูบาอาจารย์แต่ละท่านที่สอนวิชาครูล้วนแต่ให้ศาสตร์ที่มีคุณค่า และยังคงเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยอยู่เสมอ เช่น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน  การใช้โครงงานเป็นฐาน  การใช้วิจัยเป็นฐาน  การเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิด  การแก้ปัญหา  การเรียนรู้แบบสืบเสาะ ฯลฯ เป็นต้น และเชื่อว่าคุณครูส่วนใหญ่ได้ถูกฝึกฝนเพื่อการเป็นครูมาตามแนวทางนี้เช่นกัน

หากเราเชื่อว่าครูส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ครูไม่ได้ทำเช่นนั้น?

เมื่อถามว่าใน 1 ปีครูไทยใช้เวลาไปกับกิจกรรมใดบ้าง?  คำถามนี้สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้จัดทำผลการวิจัยเรื่อง "คลี่ตารางชีวิตครูไทยใน 1 ปี" ขึ้นเมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา การสำรวจครั้งนี้มุ่งศึกษากิจกรรมภายนอกชั้นเรียนทุกประเภทกิจกรรม ที่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของครู เพื่อสะท้อนสถานการณ์การทำงานของครูภายใต้ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน พบว่าใน 1 ปีซึ่งมีจำนวนวันเปิดเรียนทั้งหมด 200 วัน ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมภายนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การจัดการเรียนการสอนเฉพาะวันธรรมดาถึง84 วัน หรือคิดเป็น42% โดยมีการสุ่มตัวอย่างครูสอนดีจำนวน 427 คน จากครูสอนดีจำนวนมากกว่า 18,000 คน ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ทั้ง 7,000 กว่าตำบลทั่วประเทศไทย โดยผลสำรวจระบุว่า กิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุด 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 การประเมินของหน่วยงานภายนอกเฉลี่ย 43 วัน ทั้งการประเมินโรงเรียน ประเมินครูและประเมินนักเรียน โดยครูใช้เวลาไปกับการประเมินของหน่วยงานต้นสังกัดในโครงการต่าง ๆ 18 วัน การประเมินของสถาบันทดสอบ 16 วัน และการประเมินของ สมศ. 9 วัน อันดับ 2 การแข่งขันทางวิชาการ 29 วัน และอันดับ 3 การอบรมจากหน่วยงานภายนอก 10 วัน เมื่อฟังเสียงสะท้อนของครูส่วนใหญ่พบว่า สิ่งที่ครูไทยต้องการคือ เวลาคืนกลับสู่ห้องเรียน และลดภาระงานที่ไม่มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยลดภาระการประเมินด้านเอกสารลง และควรจัดอบรมในเนื้อหาที่ครูต้องการในช่วงปิดภาคเรียนเท่านั้น ที่น่าสนใจคือครูมากกว่า 90% เห็นว่าหากโรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการด้านวิชาการ การบริหารงบประมาณ และการบริหารบุคคล จะมีส่วนสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนของครู ( ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ : 20 ก.พ. 2558)

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่าเด็กๆ ขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ไปมากมายแค่ไหนในแต่ละปี เพื่อให้ครูมีเวลาจัดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ การคืนครูให้นักเรียน ให้ครูได้มีเวลาอยู่กับชั้นเรียนจึงเป็นเรื่องแรกๆที่ต้องบริหารจัดการให้ได้จึงมีสิ่งที่ควรทบทวนหลายประเด็น เช่น
การอบรมที่ครูแต่ละคนต้องไปอบรมอย่างมากมายในแต่ปีนั้น  ควรพิจารณาให้เป็นไปตามความต้องการ ความจำเป็นของแต่ละโรงเรียนได้หรือไม่?
การประเมินต่างๆควรทบทวนหรือไม่?


กิจกรรมการประกวดแข่งขันต่างๆ ทั้งการแข่งขันของเด็ก  ครู ผู้บริหาร  และการแข่งขันของโรงเรียนเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างแท้จริงหรือไม่?คำถามเหล่านี้ควรจะถูกนำพิจารณาตามความเป็นจริง โดยเอาความจริงมาพูดกันแล้วผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดพันธนาการต่างๆเหล่านี้ต้องหาทางปลดล็อคสิ่งเหล่านี้ให้ได้
เหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบต่อการจัดการเรียนรู้ของครู   หากมาพิจารณาดูที่ปัจจัยภายในที่เป็นเรื่องของโรงเรียน  ผู้บริหาร  หรือตัวครูเองหากไม่สามารถทำให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้คงต้องถามหาความรับผิดชอบของผู้บริหารและครูเองว่าได้ทำหน้าที่ของตนได้ตามสมควรหรือยัง?
เมื่อทำให้ครูได้มาอยู่กับนักเรียนอย่างเต็มเวลาแล้ว  คุณภาพผู้เรียนจึงน่าจะขึ้นอยู่กับการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพของครู
คำถามต่อไป คือ

*ครูจะจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไรจึงจะเกิดคุณภาพกับผู้เรียน?
*คุณภาพของผู้เรียนที่ต้องการควรเป็นแบบไหน?
*จะวัดคุณภาพของผู้เรียนด้วยอะไร?
*ใครที่จะเป็นคนที่บอกว่านักเรียนมีคุณภาพ?
*บทบาทในการสร้างคุณภาพผู้เรียนจะมีเฉพาะครูแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่  ผู้ปกครองและชุมชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร?
คำถามเหล่านี้หากผู้ที่เกี่ยวข้องได้ลองย้อนทวนดู อาจจะทำให้ทิศทางการทำงานการศึกษาตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น

การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร
ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เรียนรู้การทำงานอีกมุมหนึ่งในบทบาทของพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น  ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่จะเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนและชุมชนผ่านงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม   งานวิจัยที่ผ่านมาเกือบ 40 เรื่อง ทำให้เห็นข้อสรุปบางอย่างเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ คือ การเรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผู้เรียน ครู และชุมชน คือ “การเรียนรู้ที่ผ่านการปฏิบัติจริง”


หากเป้าหมายอยู่ที่การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ  บทบาทของผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนจึงมีความสำคัญที่สุดที่จะเป็นผู้บริหารจัดการและออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างสมบูรณ์คงไม่มีใครปฏิเสธว่า  “การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ คือ “หัวใจ” ของการปฏิรูปการศึกษา   ดังนั้น การดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการศึกษาจึงต้องมีเป้าหมายปลายทางที่จะทำให้เกิดการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนอย่างสูงสุด   “ปัจจัยเงื่อนไขใดที่เกื้อหนุนให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพให้เร่งทำ  หากปัจจัยเงื่อนไขใดที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพจะต้องเร่งขจัดออก”  หากเริ่มมองในจุดที่เป็นเป้าหมายปลายทางนี้  ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องน่าจะทำงานได้ตรงเป้าตรงประเด็นมากขึ้น
ครูจะสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรและบอกได้อย่างไรว่าการจัดการเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพจริง?  จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญ
ข้อค้นพบจากการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านมาพบว่า งานวิจัยได้สร้างครูนักจัดกระบวนการเรียนรู้  ซึ่งเป็นครูที่นำแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้มาใช้ในการจัดการเรียนรู้จากการถอดบทเรียนพบหลักสำคัญๆ ได้แก่
-ครูเป็นนักวิจัยวิจัยผู้เรียน วิจัยวิธี/ผลการจัดการเรียนรู้ของตนเอง
-ครูลดการสอนหนังสือแบบเดิมลง เปลี่ยนการเรียนรู้จากที่เคยเป็นคนเล่าให้เด็กฟัง มาเป็นการเรียนรู้โดยให้เด็กลงมือทำActive Learning (AL) โดยใช้การเรียนรู้ในแบบ Problem Based Learning (PBL)  Project Based Learning (PBL) และResearch Based Learning (RBL)
-หลังการจัดการเรียนรู้  จะมีการตั้งวงคุยAfter Action Review (AAR) เพื่อให้ผู้เรียนได้บอกเล่าผ่านการพูด การเขียน การอภิปราย ฯลฯ ว่าเด็กๆ “ได้เรียนรู้อะไรบ้าง” “รู้สึกอย่างไร”
-ตัวความรู้มิใช่เป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน หากแต่ทักษะการเรียนรู้  ทักษะการใช้ชีวิต  ความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคมชุมชนอย่างมีคุณภาพ  สร้างสรรค์ เกื้อกูล เป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาผู้เรียน เพราะการเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้  และกระบวนการค้นหาคำตอบ สำคัญมากกว่าคำตอบที่ได้
-การจัดการเรียนรู้เป็นบทบาทของทุกฝ่ายทั้งครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และชุมชน  
-การเรียนรู้เรื่องควรจะมีความสอดคล้องกับบริบทของชุมชน  มีความเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเด็ก และชุมชน  สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
-การเรียนรู้มิได้แยกส่วน ทุกวิชาสามารถบูรณาการกันได้
-การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเวลา  ครูสามารถใช้วิถีชีวิตปกติของผู้เรียนสร้างการเรียนรู้ได้ทุกเมื่อไม่จำกัดอยู่เฉพาะเมื่อมาโรงเรียนเท่านั้น
-กระบวนการของการเรียนรู้ของเด็กไม่ควรมีผู้แพ้ ผู้ชนะ หากแต่ควรเป็นการเรียนรู้แบบพึ่งพาช่วยเหลือกัน  และก้าวเดินไปด้วยกัน  นั่นจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างคนในสังคมให้มีความเกื้อกูลกัน  มิใช่สังคมที่มีแต่คนที่จะคอยแก่งแย่งเอาเปรียบเอารัดกัน  
หากเรามองถึงสภาพจริงของการจัดการศึกษาของเราในขณะนี้  หลายท่านคงจะได้คำตอบแล้วว่า การศึกษาของเราในขณะนี้เป็นอยู่เช่นไร?

“หลักสูตรสถานศึกษา” เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงหรือยัง?
หากมองถึงหลักสูตรสถานศึกษา จะพบว่าได้แบ่งโครงสร้างออกเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เป็นรายวิชา  ต่างๆ ซึ่งครูส่วนใหญ่มักมองเห็น “เนื้อหา” ในแต่ละรายวิชา มากกว่าจะมองเห็น “กระบวนการเรียนรู้” แล้วาก็มักจะสอน “เนื้อหา” มากกว่าสอน “กระบวนการเรียนรู้”
หากนำหลักสูตรมาวิเคราะห์ให้ดี ครูสามารถนำเนื้อหาแทบทุกเนื้อหา มาออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนสามารถ “เรียนรู้โดยผ่านการปฏิบัติจริง” ได้แทบทั้งสิ้น  ตัวอย่างเช่น  ในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ในเรื่อง “สถิติและความน่าจะเป็นเบื้องต้น”ที่เป็นเนื้อหาเรื่อง “ผลผลิตข้าวในชุมชน”สามารถออกแบบให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตลอดทั้งปี ตั้งแต่การศึกษาองค์ความรู้เรื่องข้าว การทำนาทุกขั้นตอน  การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกข้าวในชุมชน ในเรื่อง พื้นที่ปลูก  วิธีปลูก  พันธุ์ข้าว  ผลผลิต  รายได้ ฯลฯ  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นักเรียนจะนำมาสรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ เขียนรายงาน นำเสนอข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันทั้งชุมชน และนำไปใช้ประโยชน์ในชุมชนได้จริง การเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวมักถูกเรียกว่า “การเรียนรู้แบบบูรณาการ” ซึ่งสถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้ทำ  ที่ทำมักจะเป็นลักษณะของโครงงาน  โดยส่วนใหญ่จะเรียนตามกลุ่มสาระ เรียนเป็นชั่วโมงๆ ตามโครงสร้างหลักสูตร  จึงเป็นสิ่งที่ยากหากจะเรียนรู้แบบบูรณาการ ดังนั้นการปฏิรูปการเรียนรู้ให้สามารถนำสู่การปฏิบัติได้จริงจะต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรไปพร้อมๆกัน

“ชุมชนนักจัดกระบวนการเรียนรู้”เงื่อนไขของความสำเร็จที่ยั่งยืน
การเรียนรู้ที่มีคุณค่าและมีความหมายนั้น จะต้องเป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง  สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้  ดังนั้นการเรียนรู้จึงต้องสอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ของชุมชนและสังคม ซึ่งแน่นอนว่าลำพังแต่ครูนั้นคงไม่สามารถทำได้  ดังนั้นบทเรียนที่มาจากชีวิตจริงในชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในชุมชนโดยมีปราชญ์ชาวบ้าน  ผู้ปกครอง พระสงฆ์ ฯลฯ ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ร่วมกันของครู ผู้เรียน และชุมชน
การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนนั้นผู้ปกครองหรือชุมชนควรจะต้องเข้ามาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ และควรต้องรู้และเข้าใจร่วมกันว่าการเรียนรู้ของผู้เรียนนั้นไม่ใช่การมานั่งฟังครูบอกเนื้อหาในหนังสือเรียน  แต่ควรหมายถึงการเรียนโดยการลงมือทำโดยนักเรียนเองทั้งในและนอกโรงเรียน ผ่านบทเรียนที่ออกแบบร่วมกันให้มีความสอดคล้องกับบริบท สภาพปัญหาและความต้องการของชุมชนท้องถิ่น สามารถนำไปใช้ปัญหาหรือพัฒนาในชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้  

รูปธรรมที่พบและขอนำมาเป็นตัวอย่าง คือ ที่โรงเรียนบ้านกุดระหวี่ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธรหลายปีที่ผ่านมาได้จัดการเรียนรู้โดยใช้งานวิจัย  โดยมีชาวบ้านมาเป็นภูมิปัญญาในการเรียนรู้เรื่อง “กล้วย” เป็นบทเรียนที่มีความหลากหลายทั้งในเรื่องการปลูก  การบำรุงรักษา  การทำอาหาร  ของเล่น  ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีฯลฯ  เมื่อได้มีการสรุปบทเรียนร่วมกันของครู นักเรียน และชุมชนในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง  ทำให้ทุกคนเข้าใจร่วมกันว่าเป้าหมายของการจัดกระบวนการเรียนรู้แต่ละครั้งคืออะไร เด็กได้เรียนรู้อะไรบ้าง  รู้สึกอย่างไร  การที่ผู้ปกครองและชุมชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนจัดการเรียนรู้บ่อยครั้งได้ก่อให้เกิดความเป็น “ชุมชนนักจัดกระบวนการเรียนรู้” ขึ้น โดยกรณีล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าความเป็นชุมชนนักจัดกระบวนการเรียนรู้ก็คือ เมื่อทุกหมู่บ้านในตำบลได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไก่ไข่จาก อบต. หมู่บ้านละ 50 ตัว แต่ละหมู่บ้านโดยส่วนใหญ่จะใช้การแจกให้ชาวบ้านคนละ 1-2 ตัว แต่ในบ้านกุดระหวี่มองว่า “ไก่ไข่ทั้ง 50 ตัวนี้ไม่ควรนำมาแจกกันแต่ควรจะนำมาให้นักเรียนได้เรียนรู้” บทเรียนเรื่องไก่ไข่จึงถูกออกแบบขึ้นร่วมกันโดยครู นักเรียน และชุมชน ในรูปแบบของสหกรณ์ มีการลงหุ้น แบ่งบทบาทหน้าที่ เลี้ยงไก่ ขายไข่ ทำบัญชี แบ่งปันรายได้ตามหุ้น ฯลฯ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำโดยนักเรียน  จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่ชุมชนนี้คิดเรื่องการเรียนรู้กับการเลี้ยงไก่ไข่ เพราะโดยปกติแล้วการเลี้ยงไก่ไข่ทุกคนหรือแม้แต่ครูเองก็ตามจะคิดได้แต่เพียงว่า เลี้ยงไก่ไข่ “เพื่ออาหารกลางวัน” จากปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความเป็นชุมชนนักจัดกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี   นอกจากนี้ชุมชนบ้านกุดระหวี่ ยังได้มีการประชุม พูดคุย เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในรูปแบบต่างๆ  โดยชุมชนจะทราบว่าเมื่อมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ต้องเข้าไปในชุมชน  มีการสอบถาม สัมภาษณ์  ชุมชนจะตั้งคำถาม หรือให้คำตอบ คำอธิบายกับเด็กอย่างไร  จึงจะเป็นคำถามหรือคำตอบที่สามารถกระตุ้นการเรียนรู้ หรือความอยากรู้อยากเห็นของเด็กได้ดี  จึงเรียกได้ว่าชุมชนบ้านกุดระหวี่เป็น “ชุมชนนักจัดกระบวนการเรียนรู้” ได้เลยทีเดียว

เงื่อนไขที่จะทำให้ผู้บริหาร ครู และชุมชนได้เคลื่อนเข้ามาประสานพลังทำหน้าที่ของผู้จัดการเรียนรู้ได้นั้นอยู่ที่ผู้บริหารและครูที่จะต้องเป็นผู้เปิดประตูโรงเรียนให้ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม  และมองว่าในชุมชนคือพื้นที่การของเรียนรู้ผืนใหญ่ที่สามารถใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้หลากหลายมีการออกแบบการเรียนรู้ที่ทำให้ทุกแห่งในชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ได้  การสร้างชุมชนให้เป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้” จึงเป็นเงื่อนไขของการสร้าง “ชุมชนนักจัดกระบวนการเรียนรู้” ได้เป็นอย่างดี

บทสรุป
การจะนำแนวคิด และวิธีการปฏิรูปการเรียนรู้ไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้นั้น เบื้องต้นขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน การกำหนดแนวปฏิบัติที่สอดรับกันของการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ก่อนปฐมวัย ถึงอุดมศึกษา ตั้งแต่เรื่องของหลักสูตรการจัดการเรียนรู้   การวัดและประเมินผล  ตลอดจนการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อทุกระดับ ที่มีแนวทางเดียวกัน  การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้นต้องมิใช่การเรียนรู้ที่มุ่งแต่จะนำมาสอบแข่งขันกันด้วยตัวความรู้ในหนังสือที่ไม่สามารถนำใช้ประโยชน์ได้จริง หากแต่จะเป็นไปเพื่อพัฒนาคนให้สมบูรณ์ทุกด้าน  โดยการศึกษาที่แท้จริงนั้นจะต้องเป็นการ “สอนคน ไม่ใช่สอนหนังสือ”



+++++++++++++

Comments
* The email will not be published on the website.