การพัฒนากลไกพี่เลี้ยง : บทเรียนจากกศน.พะเยา


21 Sep
21Sep

บทเรียนที่ได้จากงานการพัฒนากลไกพี่เลี้ยงเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของกศน.พะเยา  

Active Learning ในวิธีคิดของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

สาวิตร มีจุ้ย



เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า เป้าหมายของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมุ่งเน้นให้ชุมชนได้ค้นหาและแก้ไขปัญหาของตัวเอง  แต่สำหรับโครงการวิจัย "การพัฒนากลไกการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการศึกษานอกระบบและอัธยาศัย ในพื้นที่จังหวัดพระเยา" นั้น มุ่งเน้นทั้งการแก้ปัญหาความต้องการของชุมชนและพัฒนาบุคลากร กศน. ให้ได้เรียนรู้กระบวนการวิจัยไปใช้พัฒนาตัวเองและองค์กรไปพร้อมกัน 

จากผลงานวิจัยในช่วงปี 2559-2560 ที่ผ่านมามีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า เป็นเรื่องง่ายกับการหนุนเสริมให้ชุมชนในพื้นที่แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง อาจเพราะส่วนใหญ่เป็นชุมชนเข้มแข็งและพร้อมที่จะเรียนรู้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ส่วนเป้าหมายการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของครูกศน.นั้น เป็นเรื่องที่ยากกว่าและจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่า ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นปัญหาปกติของการพัฒนากลไกภาครัฐก็ว่าได้ 

การเรียนรู้ของครู กศน.เริ่มต้นจากมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนั้นแท้จริงก็คือ ภาระงานการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยที่ทำอยู่นั่นเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เป็นภาระงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา หลังจากนั้นก็ได้เรียนรู้ว่า"กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น" เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับทำงานกับชุมชนในพื้นที่ ทำให้เข้าใจความคิดของชาวบ้าน รู้ปัญหาและแก้ปัญหาได้ตรงความต้องการของเขา อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาหลักสูตรของ กศน.ได้อีกด้วย

มีผลงานที่ยืนยันได้ว่า ประสบการณ์ของครู กศน.ที่ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นจริงคือ ผลการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ กศน.อำเภอภูซางที่ทำมาเป็นเวลา3-5 ปี ส่งผลให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรการสอนผู้ไม่รู้หนังสือและทักษะวิชาชีพ พัฒนาศักยภาพของกลุ่มสะใภ้ลาวในงานวิจัยให้มีความมั่นใจตัวเองมากขึ้น ใฝ่เรียนรู้ภาษาไทยและทำอาชีพช่วยเหลือครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงงานวิจัยท้องถิ่นให้กับอำเภออื่นๆ รวมทั้งยังช่วยหนุนเสริมงานพัฒนาชุมชนของอำเภอภูซางได้อีกด้วย หากท่านอยากสัมผัสกับเรื่องราวเหล่านี้ ก็ไปแวะเยี่ยมเยียนที่ กศน.อ.ภูซาง จ.พะเยาได้ แม้ผลลัพธ์นี้ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมกับกศน.อำเภออื่นๆ ที่กำลังเริ่มงาน แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงเพราะมีต้นแบบตัวอย่างที่ดีในองค์กรของตัวเองแล้ว 

"ระบบกลไกพี่เลี้ยง" มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนางานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ กศน.พะเยา โดยผลสำเร็จของงานระบบกลไกพี่เลี้ยง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของกลุ่มพี่เลี้ยงสามกลุ่ม หากขาดกลุ่มหนึ่งหรือบางกลุ่มบกพร่องก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ กลุ่มพี่เลี้ยงสามกลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มพี่เลี้ยงในพื้นที่ (หน้าที่สร้างเวทีชุมชน/ค้นหาโจทย์/สร้างการเรียนรู้ให้กับทีมครูวิจัยใหม่ในพื้นที่) กลุ่มพี่เลี้ยงวิชาการ (หน้าที่เติมเต็มความรู้และความคิด/หนุนเสริมงานพี่เลี้ยงในพื้นที่/ควบคุมคุณภาพงาน) และกลุ่มพี่เลี้ยงผู้บริหาร (สนับสนุนผลักดัน/สร้างโอกาสและพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้) ทั้งนี้ทีมพี่เลี้ยงทั้งสามกลุ่มยังได้เรียนรู้พัฒนาตัวเองและระบบงานในทีมไปพร้อมกับทีมวิจัยในพื้นที่ด้วย ตามลักษณะการทำงานที่เป็นแบบ "ทำไปก็เรียนรู้ไป" นอกจากนี้อาจกล่าวได้ว่า "ระบบกลไกพี่เลี้ยง" เป็นตัวชี้วัดแรงขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ กศน.พะเยา หากระบบกลไกพี่เลี้ยงเข้มแข็งและพัฒนาตัวเองไปได้ ก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายของบุคคลากรใน กศน.พะเยา ที่เป็นเรื่องปกติของส่วนราชการทั่วไปได้ด้วย

"ระบบกลไกพี่เลี้ยง" เกิดขึ้นหลายรูปแบบในขณะทำงานกล่าวคือ  มีระบบกลไกพี่เลี้ยงในพื้นที่เป้าหมาย (ที่เป็นการผสมผสานพี่เลี้ยงทั้งสามกลุ่มในการทำงาน) มีระบบสร้างพี่เลี้ยงใหม่ (สร้างพี่เลี้ยงรุ่นใหม่ให้ทำงานร่วมกับพี่เลี้ยงเดิมในแต่ละกลุ่ม) รวมทั้งยังมีระบบกลไกพี่เลี้ยงบริหารจัดการระบบงาน (ประกอบด้วยพี่เลี้ยงจากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดลำปาง ทีมพี่เลี้ยงวิชาการจาก มหาวิทยาลัยลำปาง และ กศน.จังหวัดพะเยา) ระบบกลไกเหล่านี้มีบทบาทการทำงานที่ต่างกัน แต่มีเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในการผลักดันงานให้ไปสู่เป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นระบบกลไกที่น่าสนใจทีเดียว

ผลสำเร็จที่เกิดในปีแรก ส่งผลทำให้เกิดการขยายงานไปสู่อำเภออื่นของ กศน. ให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด มีการวางระบบการบริหารจัดการบุคลากรและงบประมาณของ กศน.จังหวัด เพื่อหนุนเสริมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นและสร้างแรงจูงใจให้ทำวิจัย ที่ถือว่าเป็นแรงสนับสนุนภายในสำคัญที่มีต่อความสำเร็จของงานอย่างหนึ่ง ทั้งนี้หากมีระบบเครือข่ายความร่วมมือในจังหวัดเช่น พัฒนาชุมชน เกษตร สาธารณสุข และมหาวิทยาลัย มาเป็นกำลังหนุนเสริมภายนอก ก็จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบกลไกพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ กศน.ได้อย่างดียิ่ง เพราะที่ผ่านมามีเพียง วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีพะเยา ที่เป็นเสมือนพันธมิตรช่วยพัฒนางานเท่านั้น

สำหรับกระบวนการเรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของกศน.อำเภอที่เริ่มใหม่นั้น ประสบการณ์ของพี่เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างการเรียนรู้ให้ทีมครูกศน.และนักวิจัยชุมชนในพื้นที่อย่างแท้จริง หากพี่เลี้ยงใช้วิธีบอกให้ทำตาม แม้จะได้ผลงานแต่ทีมวิจัยไม่ได้หัดคิดแก้ปัญหาไม่ได้ลองทำด้วยตัวเอง ในที่สุดก็จะทำงานต่อไปเองไม่ได้ แต่ถ้าหากพี่เลี้ยงปล่อยให้ทีมวิจัยพบปัญหาบ่อยๆทำผิดซ้ำซาก ทีมวิจัยก็เกิดความท้อไม่มีกำลังใจ ดังนั้นจังหวะและช่วงเวลารอเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับทีมวิจัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พี่เลี้ยงต้องเรียนรู้และนำมาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับทีมนักวิจัย โดยหากพี่เลี้ยงรู้จักคุ้นเคยกับทีมวิจัยในพื้นที่เป็นอย่างดี ก็จะรู้ว่าพูดอย่างไรทำอย่างไรที่จะทำให้เขาได้ฝึกให้คิดแก้ปัญหา โดยไม่ย่อท้อ รู้จังหวะว่าพี่เลี้ยงต้องทำให้ดูก่อนหรือไม่ และจะรู้ต้องใช้เวลาเท่าไรจึงเพียงพอกับการได้ลองทำ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นคุณลักษณะพี่เลี้ยงที่ดีข้อแรกๆเลยทีเดียว

โดยทั่วไป กศน.แต่ละอำเภอ จะเลือกหนึ่งหมู่บ้านเป็นตัวอย่างการเรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ส่วนใหญ่เลือกหมู่บ้านที่เคยทำงานและมีนักวิจัยชุมชนช่วยงานในพื้นที่ หลังจากนั้นทีมพี่เลี้ยงจะลงพื้นที่เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้ทีมวิจัย โดยเริ่มจากการจัดเวทีชุมชนเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับชุมชน ค้นหาและพัฒนาโจทย์ชุมชน พิจารณาและร่วมสร้างข้อเสนอโครงการวิจัย วางแผนการทำงาน/ติดตาม/ประเมินผลงานหลังได้รับอนุมัติทุน จนถึงการนำเสนอข้อเสนอโครงการวิจัยและเขียนรายงานวิจัย ซึ่งในแต่ละขั้นตอนดังกล่าวมีการประเมินผลและสรุปบทเรียนเพื่อใช้ปรับแผนงานต่อไป รูปแบบการทำงานดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้กระบวนการวิจัยทั้งทักษะการฟัง คิด พูดและเขียน ได้ครบสมบูรณ์และเป็นระบบ

จากเดิมที่พี่เลี้ยง กศน.ไม่เคยทำวิจัยมาก่อน แต่เพียงได้เรียนรู้กระบวนการวิจัยไม่กี่ครั้งและเข้ารับการฝึกอบรม 1-2 ครั้ง ก็ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะแนะนำให้ทีมวิจัยเรียนรู้งานได้สมบูรณ์ถูกต้อง  ปัญหานี้จำเป็นต้องใช้เวลาสร้างการเรียนรู้ทั้งทีมพี่เลี้ยงกศน.และทีมวิจัย โดยมีทีมพี่เลี้ยงวิชาการช่วยเติมเต็มและหนุนเสริมงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การลงพื้นที่บ่อยครั้งขึ้นของทีมพี่เลี้ยงช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงได้มาก ทำให้พี่เลี้ยงกศน.กล้าคิดกล้าพูดกล้าทำมากขึ้น สิ่งนี้แหละที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปในการสร้างให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งทีมวิจัยในพื้นที่ แต่มีบางปัญหาที่ต้องการเวลาบ่มเพาะการเรียนรู้ที่ยาวนานกว่าเช่น ทักษะการเหลาโจทย์ให้คมชัด การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยและรายงานผลแบบวิชาการ การสกัดข้อมูลในพื้นที่ เป็นต้น ดังนั้นจึงมีคำถามว่า "แล้วต้องใช้เวลาเท่าไรล่ะในการเรียนรู้" ซึ่งก็ตอบได้เลยว่า ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับทีมพี่เลี้ยงที่ต้องประเมินจากสถานการณ์และความพร้อมของทีมวิจัย ซึ่งถ้าพี่เลี้ยงไม่ได้เกาะติดงานในพื้นที่จริงๆ ก็ย่อมยากที่จะได้คำตอบนี้

การขยายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของกศน.พะเยาให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ภายใต้ภาระงานประจำที่มากของครูกศน. อย่างไรก็ดีปัญหานี้สามารถคลี่คลายลงได้ ด้วยการสนับสนุนของทีมพี่เลี้ยงผู้บริหารที่ช่วยควบคุมและกำกับระบบการทำงาน จนกล่าวได้เลยว่า ทีมพี่เลี้ยงผู้บริหารเป็นปัจจัยหนุนเสริมที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนงาน หากผู้บริหารไม่เข้าใจและ/หรือไม่เข้ามาช่วยงาน ก็ยากที่จะผลักดันให้เกิดผลงานขึ้นได้ แม้ว่าจะมีพี่เลี้ยงวิชาการที่เก่ง และ/หรือมีทีมพี่เลี้ยงพื้นที่ที่ดีก็ตาม


ข้อจำกัดเวลาพัฒนาโจทย์เพื่อเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย ก็ถือเป็นปัญหาที่บีบรัดทีมพี่เลี้ยงในพื้นที่อย่างมาก โดยปกติแล้วงานวิจัยเหมือนเป็นยาขมห่อหนึ่งที่ไม่ครูกศน.ไม่อยากกิน จึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสทั้งครูกศน.วิจัยและทีมพี่เลี้ยงเอง ถ้าทั้งสองทีมนี้ไม่ถอดใจกันไปก่อนและกัดฟันสู้ให้ผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้ก็การันตีได้เลยว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องนี้จะเกิดการเรียนรู้กระบวนการวิจัยได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังพบปัญหาการสื่อสารข้อมูล/ประสานงาน ที่ดูเหมือนว่าไม่มีปัญหา เหมือนคุยกันรู้เรื่องแต่ไม่รู้เรื่อง(เมื่อทำกันจริงๆ) อาจเพราะความเข้าใจในรายละเอียดของเนื้อหาที่ไม่ตรงกัน ทำให้เข้าใจ (เอง) กันคนละเรื่องคนละทาง

การเรียนรู้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นของกศน.พะเยาทั้งพี่เลี้ยงและทีมวิจัยจะเกิดมากหรือน้อยนั้น ขึ้นกับความสนใจลองทำเพื่อสร้างการเรียนรู้ด้วยตัวเอง (active learning) ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเองนี้ มักจะเริ่มต้นจากเกิดความสนใจในเรื่องนั้นก่อน หลังจากนั้นจะคิดวิเคราะห์ถึงปัญหาและทางออก แล้วลองลงมือทำและมีการประเมินสรุปผล แล้วลองนำไปใช้บ่อยๆเพื่อปรับแก้ จนกระทั่งได้ผลที่ผู้ใช้เกิดความมั่นใจ ยืนยันได้และอธิบายได้ในกระบวนการและผลลัพธ์ ทำให้มองเห็นปัญหาอุปสรรคเป็นขนมหวานที่น่าลองแก้ลองทำ จะรู้สึกสนุกกับการค้นหาทางออก ลองแล้วไม่ใช่ก็หาทางใหม่ ไม่กลัวที่จะผิดพลาด ไม่มีความท้อถอย นอกจากนี้ยังสร้างให้เกิดความเข้าใจคนอื่นที่คิดไม่เหมือนอีกด้วย สามารถพูดคุยกันได้ปกติ ไม่มองเขาในแง่ลบ เพราะรู้ว่าต้องให้โอกาสและเวลาที่เขาได้เรียนรู้เหมือนเรา และเมื่อไรที่เขาอยากจะเรียนรู้ ก็ยินดีช่วยอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งนี่แหละคือบทบาทหน้าที่ของพี่เลี้ยงที่ดีในฐานะเป็นโค้ชที่สร้างแรงจูงใจ ไม่ใช่ผู้ชี้นำ

กระบวนเรียนรู้ได้ด้วยตนเองนี่แหละที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับครูกศน.พะเยาโดยใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือ และหากส่งผลต่อชุมชนพื้นที่ด้วย ก็จะเป็นความคาดหวังสูงสุดที่อยากให้เกิด เพราะชุมชนได้ใช้พื่อแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ สิ่งนี้มิใช่หรือที่เสมือนเป็นภูมิคุ้มกันของชุมช ทำให้ชุมชนอยู่รอดได้ มีวิถีชีวิตที่ดีภายใต้สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนในปัจจุบัน 


Comments
* The email will not be published on the website.