“กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น”


21 May
21May



กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น

จุดเปลี่ยนของการเข้าสู่การพัฒนาสังคมแห่งความรู้

 

CBR-TEAM

 

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  ได้นำเริ่มเสนองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เมื่อต้น ปี .ศ. 2541 โดยตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรจะให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากการวิจัย” การตอบคำถามแบบนี้ต้องมองย้อนกลับไปที่ชุมชนท้องถิ่น โดยให้คนในท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดโจทย์วิจัยเพื่อตอบคำถามของตัวเอง ถึงแม้ว่าประเด็นเร่งด่วนบางประเด็นจะสามารถจัดกระบวนการ จัดงบประมาณเพื่อนำไปสู่งานหรือโครงการพัฒนาได้  แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องให้คนในชุมชนเข้ามาศึกษา ร่วมเก็บ ร่วมค้นคว้าหาข้อมูล มีการวางแผนการทำงาน มีการวิเคราะห์และสรุปบทเรียน เพื่อไปตอบประเด็นปัญหาของท้องถิ่น โดยมีพี่เลี้ยง มีที่ปรึกษา และมีเครือข่ายในชุมชนท้องถิ่นมาร่วมกันทำงาน งานวิจัยแบบนี้จึงมีประโยชน์ในการแก้ปัญหารวมทั้งนำไปสู่การชี้นำการพัฒนาในชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

กระบวนการทำงานวิจัยและผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นกระบวนทัศน์ที่แตกต่างจากเดิมอันเป็นกระบวนทัศน์เชิงบูรณาการโดยถือเอาปัญหาหรือปรากฏการณ์ในชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้งและเป็นงานที่คนในชุมชนร่วมมือร่วมใจกันสร้างพื้นที่และจุดยืนขึ้นมา 

ผลงานวิจัยแบบนี้ เน้นที่กระบวนการพัฒนาคนและเชื่อมโยงงานในหลายๆส่วนเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเวทีการเรียนรู้เป็น เครื่องนำทาง     กระบวนการวิจัยแบบนี้เป็นการเน้นให้มองเห็นการเชื่อมโยง ถักทอ และร้อยกัน ระหว่างงานวิจัยและงานพัฒนา  งานวิจัยกับการจัดการความรู้และภูมิปัญญาของท้องถิ่น  งานวิจัยกับความเคลื่อนไหวของขบวนการภาคชาวบ้าน รวมทั้งการผสมกลมกลืนเอื้ออาทร ต่อกันระหว่างนักวิจัยที่เป็นชาวบ้าน กับข้าราชการ  นักพัฒนา และนักวิชาการ

ดังนั้น ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่่ผ่านมา "งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น" จึงถูกเสนอเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในงานพัฒนาชุมชน  เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานวิจัยแบบเดิม มาสู่กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น 

ด้วยเหตุนี้ จึงมีเหตผลหลายประการที่ งานวิจัยเพือ่ท้องถิ่นจะได้เข้าไปทำงานเพื่อเสริมรากฐานเดิมของชุมชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น 

ประการแรก เป็นการสร้างและผสมผสาน รวมทั้งการปรับใช้ภูมิปัญญา ความรู้ท้องถิ่น   

ประการต่อมา เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมและความเชื่อของท้องถิ่นให้เกื้อกูลและยั่งยืน 

ประการที่สาม เป็นการช่วยเสริมวิธีการจัดการฐานทรัพยากรของชุมชนให้เอื้อและหนุนช่วยต่อการดำรงชีพ   

และประการสุดท้าย เป็นการเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายการทำงานในท้องถิ่นภาคประชาชน ทีมีมาอยู่ช้านานแล้ว ให้มีวิธีการทำงานและจัดการกับปัญหาของตนเองได้ดีขึ้น

ดังนั้น  เป้าหมายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงเปรียบเสมือน การสร้างสะพานเพื่อเชื่อมต่อระหว่างองค์ความรู้ใหม่และองค์ความรู้เดิม  โดยมุ่งสร้างนักวิจัยในท้องถิ่น สร้างองค์ความรู้และสืบสานองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่และเครือข่ายการทำงานในชุมชฃนท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานภาคนโยบายและมาตรการในหลากหลายๆระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ    จากเป้าหมายดังกล่าว งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงมีลักษณะสำคัญที่มุ่งเน้นประเด็นคำถาม เป็นปัญหาหรือโจทย์ที่เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่น โดยมีคนในชุมชนร่วมกระบวนการค้นคว้าเพื่อหาคำตอบ งานวิจัยแบบนี้เป็นความพยายามสร้างทีมงานวิจัยในพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูล  มีการวางแผนดำเนินการ มีการวิเคราะห์และ ทดลองปฏิบัติ  รวมทั้งการสร้างทางเลือกในการจัดการ  ส่วนสุดท้ายปลายทางของการทำงานวิจัยคือ ได้ บทสรุป บทเรียน เพื่อนำไปปรับแก้ปัญหาของชุมชนท้องถิ่น

จากการทบทวนกระบวนการทำงาน ได้พบว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยการผสมผสานวิธีวิทยาหลากหลายรูปแบบและหลากหลายสำนักโดยการประยุกต์โลกทัศน์  แนวคิด ระเบียบวิธีการศึกษา วิธีการวิเคราะห์ตามแนวทางของนักคิดตะวันตก ทั้งวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและวิธีการเชิงคุณภาพ  โดยมุ่งเน้นกระบวนทัศน์ของผู้ที่ทำการศึกษาวิจัยซึ่งเป็นคนในเป็นส่วนสำคัญ กล่าวคือ ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิจัย  กระบวนการวิจัย จนถึงการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ล้วนแล้วแต่เป็นทัศนะจากคนในทั้งสิ้น  ด้วยเหตุนี้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงเป็นวิธีการใช้โครงการวิจัยเป็น “เครื่องมือ” ให้คนในชุมชนท้องถิ่นได้ร่วมกันคิด มองศักยภาพของตนเอง ร่วมกันวางแผน ร่วมกันปฏิบัติดำเนินงาน  ร่วมกันวิเคราะห์ สรุปผลการดำเนินการ ร่วมแก้ปัญหาและสร้างทางเลือกใหม่ให้กับชุมชนท้องถิ่น     กระบวนการดังกล่าวมีขั้นตอนโดยเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหา หาสาเหตุของปรากฎการณ์ที่ชาวบ้านได้สัมผัส   จากนั้นก็ร่วมกันคิด ร่วมกันวิเคราะห์ โดยอาศัยความรู้เดิมและทุนเดิม ฐานทรัพยากรเดิม เพื่อร่วมกันกำหนดแผนงาน และหาวิธีการทำงาน ตั้งแต่การออกแบบการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีการร่วมกันวิเคราะห์ค้นหาเหตุ-ปัจจัย หาทางเลือก     จากนั้นค่อยทดลองปฎิบัติเพื่อเฟ้นหาทางเลือกในการจัดการ รวมทั้งการร่วมวิเคราะห์สรุปบทเรียนค้นหารูปธรรมและความรู้ ตลอดจนการประเมินสรุปผลทางเลือกเชื่อมโยงสู่การจัดการของชุมชน

อาจกล่าวได้ว่า “กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น” ได้เป็นจุดเปลี่ยนของการเข้าสู่การพัฒนาสังคมแห่งความรู้หรือ  “Knowledge- based society” โดยมุ่งใช้และจัดการความรู้เพื่อการพัฒนาสังคม และจากผลการปฏิบัติการโดยใช้ “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” ในชุมชนท้องถิ่นไทยทั่วประเทศ ได้พบจุดเปลี่ยนของกระบวนทัศน์ในภวะเดิม ย้ายสู่กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น ดังนี้

1. “จุดมุ่งหมายของการวิจัย”

กระบวนทัศน์วิจัยในภวะเดิมนั้น เป็นการเน้นกลุ่มคนที่มีความรู้การศึกษาในระบบ และเน้นการได้ข้อมูลมาเพื่อตอบปัญหาการวิจัยเชิงทฤษฎี รวมทั้งการนำข้อมูลสู่การวางแผนระดับมหภาค  ในขณะที่กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น มุ่งเน้นการเพิ่มพลังทางปัญญาให้กลุ่มชาวบ้านที่ขาดโอกาสทางการเรียนรู้เข้ามาจัดการ กับปัญหาที่ตนเองสัมผัส   รวมทั้งเป็นการสร้างพันธกิจให้ชาวบ้านมีการทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการวิจัย และนำข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ เฟ้นหาทางเลือกแล้วไปสู่การจัดการปัญหาที่แท้

2. “วิธีการและกระบวนการค้นคว้าหาคำตอบ” 

กระบวนทัศน์ในงานวิจัยในภวะเดิมเป็นการวิจัยที่ค่อนข้างมีรูปแบบสำเร็จรูป  มีรูปแบบวิชาการเข้มงวดและเป็นพิมพ์เขียวแม่แบบที่นำไปใช้โดยทั่วไป แต่อาจมีข้อจำกัดในบางวัฒนธรรมของการเรียนรู้และมักมีกรอบคิดเดียว  กำหนดแผนงานวิธีการล่วงหน้า ปรับเปลี่ยนได้ยาก  การวิจัยแบบนี้มักจะกำหนดจากหน่วยงานและองค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์เฉพาะเรื่องโดยมีคนนอกพื้นที่ที่ศึกษาเป็นเจ้าของโครงการ บริหารงบประมาณ รวมทั้งกำหนดกระบวนการและใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นเครื่องมือ    ส่วนกระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่นนั้น เป็นกระบวนการที่มีการพัฒนาโครงการโดยมุ่งการแก้ไขปัญหาและปรากฎการณ์ของท้องถิ่นเป็นสำคัญ โดยมีชาวบ้านเป็นเจ้าของโครงการ และเป็นผู้บริหารงบประมาณการวิจัยเอง  โดยมีพี่เลี้ยงเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ  งานวิจัยแบบนี้เน้นการสร้าง”คน” เข้าร่วมกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอนซึ่งเริ่มตั้งแต่กระบวนการกำหนดกรอบวิจัยที่อาศัยสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่เป็นตัวกำหนด ร่วมวิเคราะห์ปัญหาหาศักยภาพ  ร่วมกำหนดแผนงานและการเก็บรวบรวมข้อมูล ร่วมทดลองปฏิบัติ  ร่วมเฟ้นหาทางเลือกเพื่อจัดการปัญหาของท้องถิ่น   งานวิจัยแบบนี้มีการปรับเปลี่ยนได้เพื่อความเหมาะสมเพื่อกระบวนการร่วมเรียนรู้ร่วมกันของชาวบ้านในท้องถิ่น  อาจกล่าวได้ว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นกระบวนทัศน์ที่เรียบง่าย เปลี่ยนตามเงื่อนไขของชาวบ้านได้และมักจะใช้วิธีการที่ชาวบ้านคุ้นเคย รวมทั้งมีทางเลือกที่หลากหลายในการปฏิบัติ….

3. “ผลผลิตของงานสู่กระบวนการพัฒนา”

กระบวนทัศน์วิจัยในภวะเดิม  มักจะเน้นการได้ซึ่งข้อมูลเพื่อนำไปสู่การวางแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน จำแนกตามโครงสร้างทางสังคม รวมทั้งเป็นการหาคำตอบทางทฤษฎีทางวิชาการและมุ่งตอบสนองผู้ทำวิจัยเป็นหลัก  งานแบบนี้มักจะได้รูปแบบการรายงานมีมาตราฐานสากลเป็นแบบเดียว มีข้อเสนอเชิงทางเลือกครอบคลุมทุกปัญหาแต่ขาดความเชื่อมโยง  ในขณะเดียวกัน กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่นนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างคน และทำความเข้าใจต่อปัญหารวมทั้งเงื่อนไขปัจจัยที่มีผลต่อปรากฎการณ์ของท้องถิ่น งานแบบนี้เป็นมาตราฐานเฉพาะพื้นที่ เน้นการบูรณาการเชิงวัฒนธรรมเนื่องจากสังคมไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม  รวมทั้งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการทำงานของท้องถิ่น  มีรูปธรรมที่ชัดเจนอันเป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวบ้านในและนอกพื้นที่ได้ นอกจากนี้งานวิจัยยังได้เน้นการสร้างกลไกการทำงานพัฒนาในท้องถิ่น โดยใช้เวทีสาธารณะเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าต่อทางเลือกและจัดการกับปัญหาของท้องถิ่น……….

4.“ภาพสะท้อนแห่งคุณค่าในการพัฒนาท้องถิ่น”

 กระบวนทัศน์วิจัยในภวะเดิม มักเน้นการรวมศูนย์อำนาจสู่การตัดสินใจเนื่องจากเป็นริเริ่มโดยคนภายนอก จึงทำให้มองไม่เห็นถึงภาพรวมและนำไปสู่การวิเคราะห์อย่างแยกส่วน ที่สำคัญก็คือมีการสร้างแรง จูงใจเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล เพื่อนำข้อมูลนั้นไปสู่การจัดการวางแผนการทำงานให้กับผู้เริ่มงานวิจัย องค์กร หรือหน่วยงาน รวมทั้งกระจายประโยชน์ตามโครงสร้างทางสังคม…

ส่วนกระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น นั้น เป็นการริเริ่มจากชาวบ้านในท้องถิ่นซึ่งเป็นคนใน มีพี่เลี้ยงช่วยให้คำปรึกษาและกระตุ้นให้เห็นการวิเคราะห์เชื่อมโยงแบบองค์รวม   งานวิจัยแบบนี้เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเกือบทุกขั้นตอนเพื่อให้เห็นความสำคัญของเงื่อนไขต่างๆ  ที่สำคัญงานวิจัยแบบนี้เป็นการสร้างกำลังใจและการเพิ่มอำนาจในการตัดสินใจให้ชาวบ้านที่เป็นผู้คิดเป็นผู้ตัดสินใจ  โดยกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้ชาวบ้านมีศักยภาพความสามารถในการสร้างทางเลือกของตนเองสู่ความหลากหลายในการจัดการปัญหาของตนเองและท้องถิ่น……..

กล่าวโดยสรุป “กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น” มีความเชื่อพื้นฐานที่ว่า “ชาวบ้านมีศักยภาพเป็นผู้แก้ไขปัญหาของท้องถิ่นได้ด้วยตัวเอง และชาวบ้านสามารถใช้กระบวนการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาได้ โดยการร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ถึงปัญหาและหาสาเหตุของปัญหา จากนั้นก็ร่วมกันค้นหาศักยภาพของตนเอง ร่วมกันกำหนดแผนงานวิจัย มีการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยความช่วยเหลือแนะนำของที่ปรึกษา และพี่เลี้ยง  ร่วมกันวิเคราะห์หาทางเลือก ทดลองปฏิบัติ  สรุปผลการทำงานทั้งที่เป็นความรู้และรูปธรรมในพื้นที่ เพื่อสร้างทางเลือกในการจัดการปัญหาของชุมชนท้องถิ่น ผลที่ได้ถูกนำไปขยายผลเพื่อยกระดับทางความคิดของชาวบ้าน รวมทั้งการปรับปรุงวิธีการทำงาน และปรับเปลี่ยนมาตรการหรือนโยบายเพื่อพัฒนาท้องถิ่นไทยต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ เครือข่ายนักวิจัยชาวบ้าน พี่เลี้ยง ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทั่วประเทส  ตลอดจนกลุ่มชาวบ้านที่ได้ร่วมดำเนินโครงการวิจัย มีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่น   ลักษณะอย่างนี้ จะยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชุมชนท้องถิ่นต้องการเครื่องมือและวิธีการในการค้นหาความรู้ เพื่อที่แก้ไปปัญหาของชุมชน ด้วยศักยภาพของชุมชนเอง

++++++++++


Comments
* The email will not be published on the website.