เฉิน ผันผาย...นักสู้เพื่อภาษาชอง


30 May
30May

ฟื้น “      ” งานวิจัยของคนชอง

 


เอ่ยนาม “เฉิน   ผันผาย” แน่นอนคงไม่มีคนรู้จัก แต่ชาวบ้านธรรมดาซึ่งเป็นอดีตกำนันคนนี้ คือผู้ริเริ่มปลุกจิตสำนึกของผู้คนที่มีเชื้อสาย “ชอง” ในตำบลตะเคียนทอง ตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชกูฎ จังหวัดจันทบุรี ให้หันมาตระหนักและร่วมกันรื้อฟื้นภาษาอันทรงคุณค่าและกำลังมีลมหายใจที่รวยรินให้กลับคืนชีวิตอีกครั้ง

กำนันเฉินใช้ความพยามในการเสนอความคิดเพื่อที่จะฟื้นภาษาชองให้กลับมา ด้วยการออกไปพูดคุยกันคนในชุมชน   เขาพูดเสมอ ๆ ว่านี่ไม่ใช่การฝัน หรือการโหยหาอดีตที่ไม่รู่ว่าจะนำมันกลับมาในช่วงอายุของตนเองหรือไม่ แต่เขายืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ ความเป็นชอง กลับมามากที่สุดโดยเฉพาะเรื่องของภาษา เพราะภาษาชองที่พวกเขาใช้สื่อสารกันในสังคมเล็ก ๆ นั้นเป็นภาษาพื้นเมืองที่กำลังจะสูญหายไปจากเมืองจันทน์…

กำนันเฉินใช้ประวัติศาสตร์อันยาวนานของคนชองมาเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านเห็นว่า คนชองนั้นมีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์อย่างไร กระทั่งเมื่อชาวบ้านได้ทราบความเป็นมา และรับรู้ว่าบรรพบุรุษของตนเองคือกลุ่มคนที่มีส่วนในการสร้างบ้านบางแปงเมืองจันทบุรีแห่งนี้แล้วนั้น ทำให้ความตื่นตัวในการที่จะ ฟื้น ภาษาท้องถิ่นของชุมชนก็เริ่มมีมากขึ้น

เมื่อชาวบ้านให้ความร่วมมือมากขึ้น กำนันได้แบ่งกลุ่มชาวบ้านเพื่อออกสำรวจหาผู้รู้ภาษาชองในพื้นที่ทั้งสองตำบลประมาณ 2,000 ครอบครัว เกี่ยวกับเชื้อสายของชองในครอบความสามารถในการฟัง-พูดภาษาชอง ความสนใจ/ความต้องการในการเรียนภาษาชอง เพื่อที่จะได้ทราบความคิดเห็นของชุมชนต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาชอง โดยการใช้แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ในครัวเรือน   พบว่ามีคนเห็นด้วยต่อการดำเนินงาน 1,700 ราย

ข้อค้นพบอีกประการคือ เมื่อก่อนเด็กแถวนี้พูดชองหมด แต่เมื่อทางราชการออกกฎหมายเกี่ยวกับระบบการเรียนภาษา ครูจึงบังคับเด็กไม้ให้พูด…ใครพูดก็ตี เพราะจะทำให้เรียนภาษาไทย และพูดภาษาไทยไม่ชัด…นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาษาชองของเราลดถอยลง และทำให้เด็กไม่สนใจภาษาท้องถิ่นของตัวเอง โดยเฉพาะช่วงที่มีการเปลี่ยนหลักสูตร ลดการสอนวิชาศีลธรรม และวิชาหน้าที่พลเมืองลง ทำให้ปัญหาเรื่องการใช้ภาษาถิ่นลดตามลงไปด้วย เพราะทั้งสองวิชาที่ถูกตัดออกนั้น เป็นวิชาที่ทำให้เด็กรู้ว่าท้องถิ่นของตนเองมีอะไรบ้าง และเมื่อตัดหลักสูตรนี้ออกเด็กก็เริ่มพูดภาษากลางมากขึ้น ชาวบ้านก็หันมาพูดภาษากลางตามลูก

เมื่อค้นพบปัญหา รวบรวมได้ทั้งคน ,องค์ความรู้ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวชอง ทีมวิจัยชาวบ้านซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น คณะกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาชอง ลงความเห็นว่าควรจะทดลองจัดทำเป็นหลักสูตรเพื่อใช้สอนเด็ก ๆ เพราะหากเด็กอ่านภาษาชองได้แล้วก็น่าจะสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ ต่อไปด้วยเช่นกัน เพราะนั่นคือความคาดหวังขั้นต้นที่จะให้เด็ก เยาวชนในหมู่บ้านมารถพูดภาษาชองได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่จะทำให้เด็กพูดชองได้ มันต้องทำอย่างต่อเนื่อง เช่นควรจะมีการบรรจุหลักสูตรภาษาชองไว้ในโรงเรียน ก่อนที่พุ่งเป้าไปที่การเรียนรู้นอกห้องเรียน

โรงเรียนคลองพลูวิทยาจึงตอบรับ และเปิดโอกาสให้กับชุมชนได้นำเอาหลักสูตรการสองภาษาชองไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของเด็ก ๆ ด้วยความยินดี ประกอบกับโรงเรียนเองมีการสอนภาษาชองวันละคำอยู่แต่ยังไม่เป็นมาตรฐานตามกระแสการศึกษาที่กำหนดให้สร้างหลักสูตรท้องถิ่น ฉะนั้น เมื่อชุมชนเข้าไปประสานกับโรงเรียนจึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ภาษาชองจึงถูกนำไปสอนให้กับเด็กนักเรียนชั้น ป.3 ด้วยวิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น ใช้เพลง ผสมผสานกไปกับการเล่นเกมส์ผสมคำ   พอได้รับสิ่งใหม่ๆ เด็กก็สนุก ซึ่งผลจากการเรียนภาษาชองที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เด็ก ๆ สามารถอ่านภาษาไทยได้ดีขึ้น เนื่องจากภาษาชองเรียนยากกว่า ตัวสะกดก็ยาก เสียงก็ยากกว่าลึกกว่า อย่างภาษาชองจะออก ร.เรือ ชัดกว่า ส่วนภาษาไทยจะพูดห้วนๆ เวลาพูดภาษาชองลิ้นจะกระดิก เช่น ตา ใหญ่ หยก เก็บ กึย และพลี ถ้าออกเสียงเพี้ยนความหมายก็จะเปลี่ยนไปทันที

สำหรับกิจกรรมนอกห้องเรียนคือการร่วมกับกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนฟื้นฟูวัฒนธรมดั้งเดิมของชาวชองให้กลับมา เอาเด็ก ๆ มาร่วมเรียนรู้กับผู้ใหญ่ ศึกษาให้ครบว่าในรอบ 1 ปี ชาวชองมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมด้านไหนบ้าง

ปฏิทินวัฒนธรรมชอง คือผลผลิตหนึ่งจากการร่วมคิดของทีมวิจัยและชุมชนจากทั้ง 2 ตำบล ที่พยายามจะสื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตชุมชนในรอบปี สะท้อนว่าท้องถิ่นทำอะไรกันบ้างในแต่ละเดือน ถูกนำไปเป็นข้อมูลหนึ่งของการจัดทำหนังสือ เพื่อสร้างเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษ และร่วมกันสืบสานต่อไป

และงานของกำนันเฉินที่ร่วมกันทำกับชาวบ้าน มิได้หยุดอยู่เพียงแค่การผลักดันให้โรงเรียนจัดทำเป็นหลักสูตรในโรงเรียน ชาวบ้านยังได้ร่วมกันก่อตั้ง “ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวชอง” ขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมของชาวชอง อันเป็นความคาดหวังประการหนึ่งว่า ชาวชองจะลุกขึ้นมาดูแลภาษาและวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่ส่งผลให้วิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนในชุมชนจางหายไปเรื่อย ๆ จากที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลแบ่งปัน ช่วยเหลือเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน แปรเปลี่ยนไปเป็นต่างคน ต่างอยู่ ตัวใคร ตัวมัน ไม่ค่อยได้พบปะพูดจา ไปมาหาสู่กัน แต่ครั้นเมื่อกิจกรรมการฟื้นฟูภาษาซึ่งดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 ปีกว่านั้น นับเป็นการเปิดคนในชุมชนมาร่วมพบปะ ร่วมคิด ร่วมทำ ทำให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่า และนำพาวิถีเหล่านั้นฟื้นคืนกลับมาเป็นบางส่วน ซึ่งปัจจุบันที่หายไป เริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว เริ่มมีการเอาแรงกัน เกี่ยวข้าว

ผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้กำนันเฉินคิดต่อ…นั่นคือการมี “ตัวหนังสือ” หรือพยัญชนะที่เป็นภาษาชองเพื่อให้เด็ก และผู้ที่สนใจได้มีตัวหนังสือเรียน มีตัวหนังสือถ่ายทอด และหากประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับของชุมชน ก็จะนำเอาไปสอนแก่คนรุ่นแรกซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มใหญ่ในหมู่บ้านที่พอจะมีเวลาและให้ความสนในประมาณ 10 คน

จะไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้กำนันเฉินทุ่มเทเวลาในการรื้อฟื้นภาษาที่หลาย  มองว่าไร้คุณค่า และกำลังจะหายไปจากเมืองจันทบุรี แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในตัวกำนันเฉิน และเขาได้ถ่ายทอดออกมาทุก  ครั้งที่มีโอกาสไปอวดผลงานของเขาในเวทีวิชาการทั้งเล็กและใหญ่ นั่นคือ ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ การเห็นคุณค่า และความภาคภูมิใจที่ตัวเองเกิดมาในหมู่ของชนชาติชอง

+++++++++++++

Comments
* The email will not be published on the website.