ปัญญา โตกทอง


01 Jul
01Jul

“ปัญญา โตกทอง”

“ผมไม่เก่งขึ้น แต่…ผมมั่นใจขึ้น”



เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาสลิดจากตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา ที่มักบอกใครต่อใครว่า

“ผมจบป.4…”

----------

พี่ปัญญา ร่วมเป็นเครือข่าย “วิจัยเพื่อท้องถิ่น” ในโครงการ “รูปแบบการจัดการน้ำในคลองตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม” ในปี 2545  ,โครงการวิจัยของพี่ปัญญาสามารถปรับเปลี่ยนประตูระบายน้ำจากบานทึบเป็น “บานหับเผย” ช่วยลดความขัดแย้งของคน “น้ำจืดและน้ำเค็ม” ที่เรื้อรังมากว่า 20 ปี

“ตอนไปประชาคม ก็มีคนบอกว่ามีงานของ สกว. เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานวิจัย …ใครอยากฟังบ้าง…ผมก็อาสาไปเลย  ที่อาสาเพราะผมคิดว่า อยู่กับพ่อกับแม่มาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร จะให้ไปทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวิหารมันไม่เท่าไหร่ แต่แก้ปัญหาเรื้อรังของชาวบ้านได้ มันน่าจะได้บุญมากกว่า ก็เลยตัด สินใจไปฟัง จำไม่ได้ว่าประชุมอะไร แต่ว่ามีคนที่ทำวิจัยไปแล้วมารายงานผลการดำเนินงาน…ผมฟังแล้วก็มั่นใจว่ามันน่าจะมาแก้ปัญหาบ้านเราได้”

และวันนั้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มีกลุ่มคนเต็มห้อง…หนึ่งในนั้นคือชายผิวคล้ำกร้านแดดเจ้าของบ่อปลาสลิดซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิด และ ปิดประตูระบายน้ำ นั่งฟังหลักการ และแนวคิด “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” อย่างตั้งใจ เขาจดทุกตัวอักษร ถามบางคำถามที่อยากรู้ และฟังนักวิจัยคนอื่น ๆ นำเสนองานของตนเองอย่างตั้งใจ

“อย่างที่บอกก็คือเที่ยวแรกไปนั่งฟังผมก็คิดว่ามันน่าจะทำที่บ้านเราได้ มันน่าจะแก้ปัญหาเราได้ ก็เลยกลับมาคุยให้เพื่อนฟัง จากนั้นก็เขียนโครงการเข้าไปเลย คือวิจัยเรื่องประตูระบายน้ำ และประตูน้ำเสียจากโรงงาน พอกลับไปเสนออีกรอบอาจารย์ก็บอกว่ามันไม่ได้ เพราะโครงการที่ผมเสนอมันมีโจทย์ มีจำเลย ต้องมาพัฒนาโจทย์ใหม่ มันต้องมีการพัฒนาโครงการ” ปัญญา โตกทองพยายามย้อนถึงวันที่เขากลับไปเสนอโครงการวิจัยที่ศูนย์ประสานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคกลางตะวันตก ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนที่จะถูกตีกลับมา ซึ่งปัญหาของเขาละทีมชาวบ้านจากแพรกหนามแดงประสบในขณะนั้นคือ ไม่รู้ว่าอะไรคือ “โจทย์วิจัย” แต่ด้วยความมุ่งมั่น เขายังชวนเพื่อน ๆ มานั่งคุยกันเองเพื่อหาโจทย์วิจัย…ก่อนที่จะนำกลับออกไปเสนอีอกครั้ง

“มันก็ไม่ได้ซักที เพราะตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าปัญหาใหญ่คือ ประตูระบายน้ำ ต้องหาทางแก้ปัญหาให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราจะต้องทะเลาะกันแบบนี้ไปอีกเป็นสิบ ๆ ปี แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก กลับมาคุยกับเพื่อน เขียนไปใหม่ ก็ถูกเด้งกลับมาเหมือนเดิม…”

เขียนไปส่ง ถูกตีกลับ เป็นแบบนี้อยู่หลายรอบ และในจังหวะนั้นเอง อาจารย์ทิพวัลย์ สีจันทร์ และ อ.สุวิดา ธรรมณีวงศ์ และคุณยุทธภัณฑ์ เตชะแก้ว มีโอกาสลงพื้นที่ที่ดอนหอยหลอด ท่านก็ได้เข้ามาช่วย…ช่วยตั้งคำถาม เช่น แบบนี้ดีมั๊ย…ใช่มั๊ย เราก็คิดตามว่ามันดีหรือไม่ ใช่หรือปล่าว ส่วนมากก็จะเป็นการชวนคุยกันมากกว่า ช่วยถาม ชาวบ้านก็จะคิดตาม”

โครงการของปัญญาถูกพัฒนาอยู่เป็นระยะเวลาปีกว่า…

“พอรู้หลักการ ก็เลยลองนัดคุยกันใหม่ เพราะที่ผ่านมาเน้นการคุยกันเองเสียเป็นส่วนใหญ่ คุยกันอยู่แค่สองสามคน เลยนัดคนเข้ามาคุย อบต.ก็มี บางคนก็มามั่ง ไม่มามั่ง เพราะมันไม่ได้ใจของพวกเขา คนที่กะว่าจะได้ก็ไม่มา คนที่ไม่คิดว่าจะมาก็มา…มันก็คุยไปเรื่อย ๆ แต่คนอื่นเขาไม่ได้ผ่านมาแบบเรา บางคนที่ยังไม่เข้าใจเราก็ช่วยกันอธิบาย วิธีการที่ดีที่สุดคือ ชวนเขาออกไปร่วมเวที”


เมื่อกระบวนการคุยกันเองมีคนเพิ่มจากคนสองสามคนเป็นคนจำนวนมาก ๆ จากนั้นก็เขียนขอเสนอโครงการเข้าไปอีกรอบถึงกระนั้นก็ตาม โครงการของปัญญา ก็ต้องผ่านช่วงของการพัฒนาโครงการมาเป็นระยะเวลาปีกว่า…และด้วยระยะเวลาที่ยาวนานเพื่อนร่วมทีมหลายคนเริ่มท้อ และขอถอนตัว แต่ตัวเขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา และยังคงเดินหน้าต่อ เพราะเชื่อมั่นว่า “กระบวนการทางปัญญา” ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะสามารถแก้ปัญหาที่คนแพรกหนามแดงกำลังเผชิญอยู่ได้

“ผมพยายามบอกกับพรรคพวกที่เริ่มจะท้อ…ไม่ใช่ สกว.เค้าไม่สนับสนุน แต่พวกเรา ก็คือคนแพรกนามแดงมันไม่ชัดเอง มันอยู่ที่เรา และผมเองก็มั่นใจว่ามันแก้ได้ แต่บางคนก็บอกว่าแก้ไม่ได้หรอก ชาติหน้าก็แก้ไม่ได้ แต่เรามันใจว่ามันแก้ได้ และมันก็มีทางออก…ถามว่า ทำไมมั่นใจ เพราะผมคิดอยู่เสมอว่าปัญหาต้องมีทางออก และอีกอย่าง รูปแบบในใจผมมีอยู่แล้ว…ผมก็คิดว่า ถ้าเราทำให้คนยอมรับได้ มันน่าจะแก้ปัญหาได้ คนอื่นบอกแก้ไม่ได้ มันก็ยิ่งมั่นใจว่า มันต้องแก้ได้ อีกอย่างงานวิจัยมันให้ชาวบ้านได้ศึกษา…ตอนนั้นปัญหาของทีมคือไม่ชัดตรงกระบวนการ ด้วยความที่เข้าไม่ออก ไม่ออกไปร่วมเวที ไม่ออกไปฟัง หรือไปแสดงความคิดเห็นร่วมกับคนอื่น …เขาเลยไม่มั่นใจว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะช่วยแก้ปัญหาให้ได้ …”

————

ปัจจุบัน ปัญญา โตกทอง ” ยังคงเลี้ยงปลาสลิด เปิดร้านอาหาร และ เป็นวิทยากรให้ความรู้ให้ผู้คนที่เดินทางมาเยี่ยมชมพื้นที่วิจัย …

Comments
* The email will not be published on the website.